พระคัมภีร์อ่านได้อ่านดี

เราทราบแล้วว่าคริสเตียนมีหลักคำสอน และความเชื่ออ้างอิงตามข้อพระคัมภีร์ วันนี้แอดมิน ชวนทุกคนมาดูว่า พระเจ้าคาดหวังให้เราทำอะไรกันบ้างกับพระคัมภีร์ ก่อนอื่นเลยเราต้องขอบคุณพระเจ้าที่ได้รักษาทุกถ้อยคำของพระองค์ บันทึกไว้ผ่านทางพระคัมภีร์ครับ

เราควรทำอะไรกับพระคัมภีร์?

(John 5:39)  Search the scriptures; for in them ye think ye have eternal life: and they are they which testify of me.

(ยอห์น 5:39) จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา

พวกเราควร ค้นดู ข้อพระคัมภีร์ เราสามารถรู้จักกับพระเจ้าได้มากขึ้น เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ เราจะรู้ได้ว่าพระองค์มีลักษณะบุคลิกอย่างไร พระองค์ชอบอะไร พระองค์เกลียดชังสิ่งใด สิ่งใดที่พระองค์ชอบใจ เราไม่ต้องเดาเอาเองว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร เพราะพระองค์ได้เปิดเผยสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเราแล้วผ่านทางข้อพระคัมภีร์ครับ เรื่องราวต่างๆ ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เมื่อเราได้อ่านอย่างใกล้ชิดแล้ว จะพบว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงองค์พระเยซูคริสต์ครับ

(2 Timothy 2:15)  Study to shew thyself approved unto God, a workman that needeth not to be ashamed, rightly dividing the word of truth.
(2 ทิโมธี 2:15) จงหมั่นศึกษาค้นคว้าเพื่อสำแดงตนเองให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า เป็นคนงานที่ไม่ต้องละอาย แยกแยะพระวจนะแห่งความจริงนั้นได้อย่างถูกต้อง

แอดมินชอบข้อพระคัมภีร์นี้เป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นคริสเตียนคนหนึ่งที่ได้รับความรอดผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ครับ เราเห็นได้ว่า พระเจ้าคาดหวังให้เรา หมั่นศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพระคัมภีร์ คริสเตียนควรขวนขวายและเพียรพยายามในเรื่องนี้ หลายครั้งเราพึ่งพาแต่เพียงศิษยาภิบาล ให้สอนข้อพระคัมภีร์พวกเราผ่านทางคำเทศนา หรือชั้นเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์ พอระหว่างสัปดาห์เรากลับแทบไม่ได้อ่าน ศึกษาทบทวนด้วยตัวของเราเองเลย

ศิษยาภิบาลมีหน้าที่หลัก รับผิดชอบในเรื่องการเทศนาและสั่งสอนตามข้อพระคัมภีร์ อย่างไรก็ตามคริสเตียนทุกคนก็ต้องมีความรับผิดชอบ มั่นศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลาด้วยเช่นกันครับ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติเนื้อหนังแห่งความบาปของเรา ดังนั้นเราต้องอธิษฐานและขอกำลังจากพระเจ้าให้ช่วยเราในการศึกษาพระคัมภีร์ครับ

นอกจากนี้พระคัมภีร์ 2 ทิโมธี 2:15 ได้กำชับให้คริสเตียน แยกแยะพระวจนะแห่งความจริง  ซึ่งหมายถึงการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างเหมาะสมและถูกต้อง เราต้องเข้าใจและประยุกต์ใช้พระวจนะของพระเจ้าในชีวิตประจำวันได้เช่นกันครับ

(James 1:22) But be ye doers of the word, and not hearers only, deceiving your own selves.

(ยากอบ 1:22) แต่ท่านทั้งหลายจงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นการล่อลวงตนเอง

พระเจ้าคาดหวังให้เรา ประพฤติตามพระวจนะ การฟังเทศนาคำสอนจากศิษยาภิบาลเป็นเพียงแค่ช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่การประพฤติตามพระคำของพระเจ้า เมื่อเราได้ทำตามสิ่งที่พระเจ้าได้สอนไว้ตามข้อพระคัมภีร์ เราเห็นกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครับ อย่างไรก็ตามคริสเตียนที่ได้รับความรอดแล้วหลายคน กลับเลือกที่เดินตามใจตัวเอง หลงไปกับทรัพย์สิน เงินทอง หน้าที่การงาน หน้าตาในสังคม หากเราต้องการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ เราต้องฝึกฝน และควบคุมตนเองครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แน่นอนว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังแห่งความบาปนี้ ไม่มีวันชอบสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องพึ่งพาพระเจ้า และหมั่นอธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอครับ

(1 Corinthians 2:13)  Which things also we speak, not in the words which man’s wisdom teacheth, but which the Holy Ghost teacheth; comparing spiritual things with spiritual.
(1 โครินธ์ 2:13) คือสิ่งเหล่านั้นที่เราได้กล่าวด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงสั่งสอน ซึ่งเปรียบเทียบสิ่งที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณกับสิ่งซึ่งเป็นของจิตวิญญาณ

พระเจ้ายังสอนให้เรารู้จัก เปรียบเทียบ ข้อพระคัมภีร์ หลักการสำคัญในการศึกษาพระคัมภีร์  คือเราต้องมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าพระคัมภีร์นั้นไม่มีข้อผิดพลาดในตัวเอง สิ่งที่พระเจ้าพูดผ่านทางพระคัมภีร์นั้นไม่มีวันที่จะขัดแย้งกันเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอ่านข้อพระคัมภีร์ แล้วเห็นว่ามีประเด็นเหมือนจะขัดแย้งกันเอง แอดมินแนะนำแนวทางต่อไปนี้ เราต้องทำความเข้าใจครับว่า

1) ใครกำลังพูดอยู่?
2) เขากำลังพูดกับใครอยู่?
3) เขากำลังพูดเกี่ยวกับอะไรอยู่?
4) เขากำลังพูดอยู่เมื่อไร?

แน่นอนว่าบางอย่าง บางเรื่องในข้อพระคัมภีร์ เราเองก็ไม่อาจที่จะเข้าใจได้อย่างชัดเจนทั้งหมด แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพระคัมภีร์มีข้อผิดพลาดนะครับ เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้แต่งพระคัมภีร์ ทุกคนสามารถย้อนกลับไปอ่านโพส “รู้จักกับพระคัมภีร์ (The Bible)” กันได้ครับ

(2 Timothy 4:2)  Preach the word; be instant in season, out of season; reprove, rebuke, exhort with all longsuffering and doctrine.

(2 ทิโมธี 4:2) จงประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส จงว่ากล่าว ห้ามปราม และตักเตือนด้วยความอดทนทุกอย่างและการสั่งสอน

นอกจากนี้ พระเจ้าคาดหวังให้เรา ประกาศพระวจนะ หลายคนคิดว่าพระเจ้ามอบเรื่องนี้ไว้ให้เป็นหน้าที่ของศิษยาภิบาลเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตามคริสเตียนทุกคนควรมีความพร้อมอยู่เสมอในการบอกเล่าเรื่องราวขององค์พระเยซูคริสต์ หลักคำสอน และข้อเชื่อต่างของคริสเตียนที่ถูกต้องให้กับคนอื่น ซึ่งรวมถึงผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอดครับ

ปัจจุบันคำสอนหลายอย่างในข้อพระคัมภีร์ได้รับการประนีประนอมที่จะพูดถึง หรือแม้แต่เทศนาที่โบสถ์ครับ เช่น ประเด็นบึงไฟนรกสำหรับผู้ที่ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ การรักร่วมเพศเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเจ้า การทรงสร้างจักรวาลในเวลาแค่ 6 วัน เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้อพระคัมภีร์ได้มีเขียนไว้

หลายคริสตจักรเลือกไม่สอนเรื่องราวเหล่านี้ เพราะกลัวว่าจะทำร้ายความรู้สึกสมาชิก กลัวว่าเมื่อเทศน์แล้วจะไปกระทบใครเข้าและจำนวนสมาชิกจะลดลง กลัวว่าเทศน์แล้วจะนำไปสู่ความขัดแย้ง  แต่แอดมินขอหนุนใจกับสิ่งที่พระเจ้าได้บอกเราทุกคนในข้อพระคัมภีร์ กิจการ 20:27 ครับ

(Acts 20:27)  For I have not shunned to declare unto you all the counsel of God.

(กิจการ 20:27) เพราะว่า ข้าพเจ้ามิได้ย่อท้อในการกล่าวเรื่องพระดำริของพระเจ้าทั้งสิ้น ให้ท่านทั้งหลายฟัง

คริสเตียนต้องยืนหยัดและไม่ย่อท้อในการสอนทุกประเด็นและหัวข้อต่างๆในพระคัมภีร์ครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน

อ้างอิง:
The ABC’s of Christians Growth, Robert J. Sargent
ทำความเข้าใจพระคัมภีร์, ดร. เดวิด เอช. โซเร็นสัน

Share

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *