วางใจในเวลาและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
ตอนที่พระเยซูอยู่ที่โลกนี้ งานหลักของพระองค์คือการช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดพ้นจากโทษของความบาป พระคัมภีร์บอกเราว่าโทษสำหรับความบาปนั้นคือความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ในนรก ซึ่งหมายถึง การต้องแยกขาดจากพระเจ้าไปตลอดกาล แต่พระเยซูมาเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นครับ
เพื่อให้งานของพระองค์สำเร็จ พระเยซูจำเป็นต้องชำระความบาปอย่างครบถ้วน ซึ่งพระองค์ได้ทำโดยหลั่งเลือดและตายบนไม้กางเขน พี่น้องบางท่านอาจเคยได้ยินเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพี่น้องมาโบสถ์เป็นประจำหลายปี เรื่องนี้อาจฟังดูเรียบง่าย หรืออาจจะซ้ำไปซ้ำมา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าทุกวันนี้ เรามีพระวจนะฉบับสมบูรณ์ของพระเจ้าบันทึกไว้ให้เราอ่านในพระคัมภีร์ และเป็นภาษาไทยของเราเองด้วย แต่สำหรับเหล่าสาวกของพระเยซูในเวลานั้น เรื่องนี้ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นครับ แม้ว่าพระเยซูจะบอกพวกเขาหลายต่อหลายครั้งว่า พระองค์จะต้องเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็ม จะต้องตาย และจะคืนชีพขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม พวกสาวกก็ยังไม่เข้าใจ พระคัมภีร์ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้หลายแห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้สำคัญเพียงใด
ตั้งแต่เวลานั้นมา พระเยซูทรงเริ่มสำแดงแก่พวกสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และจะทนทุกข์หลายประการจากพวกผู้อาวุโสและพวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์ และจะถูกประหารชีวิตเสีย และจะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม – มัทธิว 16:21
และพระองค์ทรงเริ่มสั่งสอนพวกเขาว่า บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายประการ และถูกปฏิเสธโดยพวกผู้อาวุโส และพวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ และจะถูกประหารชีวิต และหลังจากสามวันจะทรงเป็นขึ้นมาใหม่ – มาระโก 8:31
โดยตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายประการ และถูกปฏิเสธโดยพวกผู้อาวุโส และพวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ และจะถูกประหารชีวิต แต่จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาในวันที่สาม” – ลูกา 9:22
เมื่อพระเจ้าพูดสิ่งใด แม้เพียงครั้งเดียว สิ่งนั้นก็สำคัญแล้วนะครับ แต่เมื่อพระองค์พูดย้ำหลายต่อหลายครั้ง สิ่งนั้นย่อมต้องสำคัญมาก ๆ อย่างแน่นอน!
บางครั้งเราฟังคำเทศนามากมาย แต่มันอาจจะยังไม่ได้ซึมลึกเข้าไปในใจเราทันที อาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะถึงช่วงเวลาที่เรากระจ่างแจ้งในใจ คือตอนที่เราเข้าใจในที่สุดแล้วก็พูดว่า “อ๋อ! เข้าใจแล้ว! รู้อย่างนี้น่าจะเข้าใจตั้งนานแล้ว”
เนื้อหาสำคัญของข่าวประเสริฐ คือ การตาย การถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนชีพของพระเยซู นี่คือสิ่งที่นำความรอดมาสู่ทุกคนที่วางใจในพระเยซู เราจึงควรขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระเมตตาและความอดทนของพระองค์ พระเจ้าไม่ต้องการให้ผู้ใดพินาศเลย แต่อยากให้ทุกคนได้รับความรอด บางคนอาจไม่ยอมรับทันทีเมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ในเวลาต่อมา พวกเขาอาจจะเปิดใจรับก็ได้ แอดมินทราบดีเพราะแอดมินเองก็เคยเป็นเช่นนั้น ต้องใช้เวลาหลายครั้ง กว่าที่ความจริงเรื่องความรอดจะหยั่งรากลึกลงในใจ และในที่สุดแอดมินก็ได้ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด หากใครยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้ แอดมินแนะนำให้อ่าน บทความ จะรอดไหมเนี่ย ก่อนเลยครับ
เรื่องราวในพระคัมภีร์ที่เราจะศึกษาในวันนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่พระเยซูจะเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัย ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็นำไปสู่การที่พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน และการฟื้นคืนชีพของพระองค์ในที่สุดครับ
I. เวลาของพระเจ้าและความไว้วางใจของเรา
ขอให้ทุกคนเปิดพระคัมภีร์ยอห์น บทที่ 11 เราจะเริ่มต้นด้วยข้อที่ 1
บัดนี้มีชายคนหนึ่งกำลังป่วยอยู่ชื่อ ลาซารัส แห่งหมู่บ้านเบธานี เป็นเมืองของมารีย์และมารธาพี่สาวของเธอนั้น (มารีย์ผู้นี้คือผู้ซึ่งชโลมองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยน้ำมันหอม และเช็ดพระบาทของพระองค์ด้วยผมของเธอ ผู้ซึ่งน้องชายของเธอคือ ลาซารัส กำลังป่วยอยู่) ฉะนั้นพี่สาวทั้งสองของลาซารัสจึงส่งคนไปยังพระองค์ โดยทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ดูเถิด ผู้ซึ่งพระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่” เมื่อพระเยซูทรงได้ยินอย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็ตรัสว่า “ความเจ็บป่วยนี้จะไม่ถึงตาย แต่เกิดขึ้นเพื่อถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า เพื่อพระบุตรของพระเจ้าจะได้รับสง่าราศีเพราะโรคนั้น” บัดนี้พระเยซูทรงรักมารธา และน้องสาวของเธอ และลาซารัส – ยอห์น 11:1-5
บทนี้เริ่มต้นด้วยชายคนหนึ่งชื่อลาซารัส เขามีพี่สาวน้องสาวสองคน ทราบชื่อของพวกเขาไหมครับ? ถูกต้องแล้วครับ! คือมารีย์และมารธา
พี่น้องทั้งสองได้ส่งคนไปบอกพระเยซูว่าลาซารัสป่วย พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูรัก ห่วงใยลาซารัสและพี่น้องของเขา
ข้อคิดที่ได้จากพระคำนี้คือการได้รับความรอดไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เจ็บป่วย แต่แม้ในความเจ็บป่วย พระเจ้ายังคงรักและห่วงใยเรา หากวันนี้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ขอให้ขอบคุณพระเจ้า หากท่านกำลังเผชิญกับความเจ็บป่วย ขอให้จำไว้ว่าความรักของพระเจ้ายังคงอยู่กับท่านเสมอ อย่าหันหลังให้พระองค์เมื่อชีวิตยากลำบาก จำบทเทศนาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ไหมครับ เราต้องติดสนิทอยู่กับพระองค์
เอาล่ะครับ เรามาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงได้ยินแล้วว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์ยังทรงพักอยู่เป็นเวลาสองวันในสถานที่เดิมที่พระองค์ทรงอยู่นั้น แล้วหลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “ให้พวกเราเข้าไปในแคว้นยูเดียอีกเถิด” พวกสาวกของพระองค์ทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกยิวได้หาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ และพระองค์จะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ” พระเยซูตรัสตอบว่า “ในวันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวัน เขาก็ไม่สะดุด เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืน เขาก็สะดุด เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา” – ยอห์น 11:6-10
เราอาจสงสัยว่า ทำไมพระเยซูไม่ไปหาลาซารัสทันที? แต่พระองค์รอคอย ท่านทราบไหมว่าพระองค์รอคอยกี่วันก่อนที่จะเดินทาง? สองวันครับ
ข้อคิดที่เราได้จากพระคำนี้คือพระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานของเราตามเวลาที่เราต้องการเสมอไป เมื่อเราเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก เรามักต้องการให้พระเจ้าลงมือทำทันที เราต้องการคำตอบที่รวดเร็ว แต่พระคำนี้บอกเราว่าบางครั้ง เราต้องรอให้พระเจ้าทำงานในเวลาของพระองค์
ดูข้อที่ 5 ครับ: “พระเยซูทรงรักมารธา และน้องสาวของเธอ และลาซารัส” การที่พระเยซูไม่ได้ไปหาทันทีไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่รักพวกเขา
หลังจากสองวัน ในที่สุดพระเยซูก็เริ่มออกเดินทาง แต่เหล่าสาวกของพระองค์เป็นห่วง พวกเขาเตือนพระองค์ไม่ให้ไป เพราะมีบางคนเกลียดพระองค์และเคยพยายามจะขว้างหินใส่พระองค์มาก่อน ในยอห์น 10:30-33 พระเยซูบอกกับคนเหล่านั้นว่า “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” พระองค์บอกว่าพระองค์คือพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้ชาวยิวโกรธมากจนพวกเขาต้องการจะขว้างหินให้พระเยซูตาย เพราะสิ่งที่พระองค์พูดออกมาเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า แต่พระเยซูทราบแผนการของพระเจ้า จึงให้ความมั่นใจแก่เหล่าสาวก พระองค์รู้ว่าตราบใดที่พระองค์ทำตามแผนการของพระบิดา พระองค์ก็จะปลอดภัย
พระองค์ได้ตรัสสิ่งเหล่านี้ และหลังจากนั้นพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เพื่อนของพวกเราคือ ลาซารัส หลับอยู่ แต่เราไปเพื่อเราจะปลุกเขาให้ตื่นจากการหลับ” แล้วพวกสาวกของพระองค์ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเขาหลับอยู่ เขาก็จะสบายดี” แต่พระเยซูตรัสถึงความตายของลาซารัส แต่พวกเขาคิดว่าพระองค์ได้ตรัสถึงการพักผ่อนในการหลับ แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า “ลาซารัสตายแล้ว และเรายินดีเพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลายที่เรามิได้อยู่ที่นั่น เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ แต่อย่างไรก็ตามให้พวกเราไปหาเขากันเถิด” แล้วโธมัส ซึ่งถูกเรียกว่า ดิดุมัส จึงกล่าวแก่เหล่าเพื่อนสาวกของเขาว่า “ให้พวกเราไปด้วยเถิด เพื่อพวกเราจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์”- ยอห์น 11:11-16
พระเยซูทราบอยู่แล้วว่าลาซารัสตายแล้ว แต่พระองค์บอกกับเหล่าสาวกว่า “ลาซารัส สหายของเรากำลังหลับอยู่ แต่เราจะไปปลุกเขา” เมื่อเหล่าสาวกได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจว่าพระองค์หมายถึงการนอนหลับพักผ่อนตามปกติ พระเยซูจึงบอกกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า “ลาซารัสตายแล้ว” จากนั้นพระองค์อธิบายเหตุผลที่น่าสนใจว่า ทำไมเหตุการณ์นี้จึงเป็นผลดีต่อเหล่าสาวก นั่นก็เพราะสิ่งที่พระองค์กำลังจะทำนั้น จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น แม้จะรู้ว่าการเดินทางกลับไปที่นั่นอาจเป็นอันตราย แต่โธมัสก็ยังแสดงความภักดี โดยกล่าวกับเพื่อนสาวกคนอื่นๆ ว่า “ให้พวกเราไปตายกับพระองค์เถิด”
มาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปครับ
แล้วเมื่อพระเยซูเสด็จมาถึง พระองค์ทรงพบว่า ลาซารัสได้นอนอยู่ในอุโมงค์ฝังศพเป็นเวลาสี่วันแล้ว บัดนี้หมู่บ้านเบธานีอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร และหลายคนในพวกยิวได้มาหามารธาและมารีย์ เพื่อจะปลอบโยนเธอทั้งสองเรื่องน้องชายของพวกเธอ แล้วมารธา ทันทีที่เธอได้ยินว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา เธอก็ออกไปและพบพระองค์ แต่มารีย์ยังนั่งอยู่ในบ้าน แล้วมารธาจึงทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์ได้อยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย แต่ข้าพระองค์ทราบว่า แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ สิ่งใดก็ตามที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า พระเจ้าจะโปรดประทานสิ่งนั้นแก่พระองค์”- ยอห์น 11:17-22
เมื่อพระเยซูมาถึงหมู่บ้านเบธานี ลาซารัสตายไปแล้วกี่วันครับ? ถูกต้องครับ ลาซารัสตายไปแล้วสี่วัน นี่เป็นเรื่องจริง ร่างกายของเขาอยู่ในอุโมงค์ ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าพันศพ ไม่มีทางที่เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้ มีคนจำนวนมากมาเยี่ยมมารธาและมารีย์เพื่อปลอบใจพวกเขา เมื่อมารธาได้ยินว่าพระเยซูมาถึง เธอจึงออกไปพบพระองค์ เมื่อเราอ่านพระคำข้อนี้ เราอาจคิดว่าสิ่งแรกที่มารธาจะพูดกับพระเยซูคือ “โอ้ พระเยซู ขอบคุณที่มาหา” แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มารธากลับพูดว่า “ถ้าพระองค์ได้อยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย”
หากพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานในแบบที่เราต้องการ หรือในเวลาที่เราคาดหวัง เราจะโกรธและตำหนิพระองค์หรือไม่? เราจะยังคงขอบคุณและวางใจในพระองค์หรือไม่? ถึงกระนั้น มารธาก็ยังเชื่อว่าพระเยซูมีฤทธิ์อำนาจ และถ้าพระองค์ขอสิ่งใดจากพระเจ้า พระเจ้าก็จะประทานให้
II. พลังแห่งความเชื่อในพระเยซู
พระเยซูตรัสกับเธอว่า “น้องชายของเจ้าจะเป็นขึ้นมาอีก” มารธาทูลพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า เขาจะเป็นขึ้นมาอีกในการเป็นขึ้นมาในวันสุดท้ายนั้น” พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราเป็นการเป็นขึ้นมาและชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายไปแล้ว แต่เขาก็จะมีชีวิต และผู้ใดก็ตามที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่อสิ่งนี้ไหม” มารธาทูลพระองค์ว่า “เชื่อ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งจะเสด็จเข้ามาในโลก” – ยอห์น 11:23-27
พระเยซูบอกกับมารธาว่าลาซารัสจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง มารธาทราบว่าวันหนึ่ง ทุกคนที่ตายไปแล้วจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่เธอคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในอีกนานมาก พระเยซูบอกกับเธอว่าพระองค์เป็นผู้ที่สามารถนำคนกลับมาจากความตายได้ และถ้าพวกเขาเชื่อในพระองค์ พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป แม้หลังจากที่พวกเขาตายไปแล้ว พระเยซูถามมารธาว่าเธอเชื่อหรือไม่ว่าใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป มารธาบอกพระเยซูว่าเธอเชื่อว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า ผู้ที่ทุกคนรอคอย
และเมื่อเธอทูลอย่างนั้นแล้ว เธอก็ไปตามทางของเธอ และเรียกมารีย์น้องสาวของเธออย่างลับ ๆ โดยกล่าวว่า “พระอาจารย์เสด็จมาแล้ว และทรงเรียกเจ้า” ทันทีที่มารีย์ได้ยินอย่างนั้นแล้ว เธอก็รีบลุกขึ้น และมาเฝ้าพระองค์ บัดนี้พระเยซูยังไม่เสด็จเข้ามาในเมืองนั้น แต่ประทับอยู่ ณ สถานที่ซึ่งมารธาพบพระองค์นั้น แล้วพวกยิวซึ่งอยู่กับมารีย์ในบ้าน และกำลังปลอบโยนเธออยู่ เมื่อพวกเขาเห็นมารีย์ว่า เธอรีบลุกขึ้นและออกไป จึงตามเธอไป โดยกล่าวว่า “เธอกำลังไปยังอุโมงค์เพื่อจะร้องไห้ที่นั่น” แล้วเมื่อมารีย์มาถึงที่ซึ่งพระเยซูประทับอยู่และเห็นพระองค์แล้ว เธอก็กราบลงที่พระบาทของพระองค์ โดยทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์ได้อยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย” – ยอห์น 11:28-32
จากนั้นมารธาก็ไปบอกมารีย์ว่าพระเยซูมาแล้ว มารีย์รีบไปหาพระเยซูทันที และผู้คนที่มาปลอบใจเธอก็ตามไปด้วย โดยคิดว่ามารีย์จะไปร้องไห้ที่หลุมฝังศพ เมื่อมารีย์พบพระเยซู เธอก็พูดเหมือนกับที่มารธาพูด เธอบอกพระเยซูว่า “พระเยซูเจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้ ลาซารัสก็คงไม่ตาย” มันยากที่จะจัดการกับอารมณ์และความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รักไป
ฉะนั้นเมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเธอร้องไห้ และพวกยิวซึ่งมากับเธอร้องไห้ด้วย พระองค์ก็ทรงคร่ำครวญในจิตวิญญาณและทรงเป็นทุกข์ และตรัสว่า “พวกเจ้าเอาเขาไปไว้ที่ไหน” พวกเขาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า เชิญเสด็จมาและดูเถิด” พระเยซูทรงร้องไห้ แล้วพวกยิวจึงกล่าวว่า “ดูเถิด พระองค์ทรงรักเขาเพียงไร” และบางคนในพวกเขาได้กล่าวว่า “ท่านผู้นี้ ผู้ซึ่งได้เปิดตาของคนตาบอดแล้ว สามารถทำให้แม้แต่คนนี้ไม่ตายก็ได้มิใช่หรือ” – ยอห์น 11:33-37
แอดมินอยากให้ทุกคนสังเกตข้อพระคัมภีร์ที่เราเพิ่งอ่านไป ข้อเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าเป็นใคร และมีลักษณะอย่างไร เราทราบว่าพระเยซูคือพระเจ้าที่มาในกายมนุษย์ บางครั้งเมื่อเราอธิษฐาน เราอาจคิดว่าพระเจ้าไม่สนใจเรา หรือไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆ เลย แต่ไม่เป็นความจริงครับ จากพระคัมภีร์ที่เราอ่านไป เราเห็นว่าพระเยซูเองก็รู้สึกเศร้าโศก ยอห์น 11:35 เป็นพระคำข้อที่สั้นที่สุดในพระคัมภีร์ และแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าร้องไห้ อย่าคิดแม้แต่วินาทีเดียวว่าพระเจ้าไม่สนใจหรือไม่รักคุณ ในฐานะผู้เชื่อ นี่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราสามารถเข้ามาหาพระเจ้าพร้อมกับความกังวล ภาระ และความยากลำบากของเราได้เสมอ พระเยซูจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้ คำถามคือ เราไปหาพระองค์เป็นคนแรกเวลามีปัญหา หรือเราเก็บพระเยซูไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย และไปหาพระองค์เมื่อเราไม่สามารถรับมือกับชีวิตได้อีกต่อไปแล้วเท่านั้น?
เหตุฉะนั้นพระเยซูซึ่งทรงคร่ำครวญร้อนพระทัยในตัวพระองค์เองอีก จึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ อุโมงค์ฝังศพนั้นเป็นถ้ำ และมีหินก้อนหนึ่งวางปิดปากไว้ พระเยซูตรัสว่า “พวกเจ้าจงเอาหินก้อนนั้นออกไปเสีย” มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ป่านนี้เขามีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาเป็นเวลาสี่วันแล้ว” พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เรากล่าวแก่เจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าก็จะได้เห็นสง่าราศีของพระเจ้า” แล้วพวกเขาจึงเอาหินก้อนนั้นออกไปเสียจากสถานที่ซึ่งผู้ตายถูกวางอยู่นั้น และพระเยซูทรงเงยพระพักตร์ของพระองค์ขึ้น และตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ได้โปรดฟังข้าพระองค์ และข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่เพราะเห็นแก่ผู้คนเหล่านี้ซึ่งยืนอยู่ที่นี่ ข้าพระองค์จึงกล่าวอย่างนั้น เพื่อพวกเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ได้ทรงส่งข้าพระองค์มา” และเมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ได้ร้องด้วยพระสุรเสียงอันดัง ตรัสว่า “ลาซารัสเอ๋ย จงออกมาเถิด” และผู้ตายนั้นก็ออกมา มือและเท้าถูกพันไว้ด้วยผ้าพันศพ และใบหน้าของเขาได้ถูกพันไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้า พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงแก้ผ้าพันจากเขา และปล่อยเขาไปเถิด” – ยอห์น 11:38-44
พระเยซูไปยังที่ที่ลาซารัสถูกฝังไว้ อุโมงค์นั้นเป็นถ้ำที่มีหินก้อนใหญ่อยู่ข้างหน้า พระเยซูบอกให้พวกเขานำหินออกไป แต่มารธากังวลเพราะลาซารัสตายไปนานแล้ว และเธอคิดว่าจะมีกลิ่นเหม็น พระเยซูบอกมารธาอีกครั้งว่าพระองค์ได้บอกกับเธอแล้วให้เชื่อ และถ้าเธอเชื่อ เธอจะได้เห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ซึ่งแสดงถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า พวกเขาทำตามพระเยซูและนำหินออกไป จากนั้นพระเยซูขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาที่ฟังพระองค์ พระเยซูรู้ว่าพระเจ้าฟังพระองค์เสมอ พระองค์พูดออกมาดังๆ เพื่อให้ทุกคนที่กำลังดูอยู่ได้รู้ว่าพระเจ้าได้ส่งพระองค์มาจริงๆ
หลังจากขอบพระคุณพระเจ้าแล้ว พระเยซูเรียกเสียงดังให้ลาซารัสออกมาจากอุโมงค์อย่างน่าอัศจรรย์ ลาซารัสเดินออกมาจากถ้ำ โดยที่ยังถูกพันด้วยผ้าพันศพอยู่ จากนั้นพระเยซูบอกให้คนเอาผ้าเหล่านั้นออก เพื่อให้เขาเดินได้อย่างอิสระ
ท่านเห็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าไหมครับ? พระเยซูเพียงแค่พูด และคำพูดของพระองค์ก็มีฤทธิ์อำนาจที่จะนำคนตายให้กลับคืนชีวิตได้ จำข้อที่ 25 ได้ไหมครับ ที่พระเยซูบอกว่าพระองค์เป็นชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย สำหรับคริสเตียน ความตายไม่ใช่จุดจบ ที่จริงแล้ว ความตายเป็นเหมือนการหลับชั่วคราว ถ้าท่านเชื่อในพระเยซู ความตายก็จะยังมาถึง แต่การฟื้นคืนชีพจะตามมาในไม่ช้า นั่นคือเหตุผลที่พระเยซูบอกว่าใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์จะไม่มีวันตาย
แล้วหลายคนในพวกยิวซึ่งมาหามารีย์ และได้เห็นสิ่งเหล่านั้นซึ่งพระเยซูทรงกระทำ ก็เชื่อในพระองค์ แต่บางคนในพวกเขาไปตามทางของตนยังพวกฟาริสี และเล่าให้คนเหล่านั้นฟังว่า พระเยซูได้ทรงกระทำสิ่งใดบ้าง แล้วพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริสีก็เรียกประชุมสมาชิกสภา และกล่าวว่า “พวกเราจะทำอะไรดี เพราะว่าชายผู้นี้ทำการอัศจรรย์หลายประการ ถ้าพวกเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้ ทุกคนจะเชื่อในเขา และพวกโรมก็จะมาและริบเอาทั้งที่และชนชาติของพวกเราไป” – ยอห์น 11:45-48
แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาทั้งหลายก็ปรึกษากันเพื่อที่จะฆ่าพระองค์เสีย – ยอห์น 11:53
ผู้คนจำนวนมากที่เห็นพระเยซูทำให้ลาซารัสฟื้นคืนชีพเชื่อว่าพระเยซูถูกส่งมาจากพระเจ้าจริงๆ แต่บางคนกลับไปบอกพวกผู้นำศาสนา คือพวกฟาริสี เกี่ยวกับทุกสิ่งที่พระเยซูได้ทำ มหาปุโรหิตและพวกฟาริสีจึงประชุมกันและกล่าวว่า “เราจะทำอย่างไรดี? พระเยซูคนนี้กำลังทำสิ่งอัศจรรย์มากมายเกินไปแล้ว!” พวกเขากลัวว่าถ้าปล่อยให้พระเยซูทำหมายสำคัญต่อไป ทุกคนจะเชื่อในพระองค์ และพวกโรมันจะมาแย่งอำนาจและดินแดนของพวกเขาไป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกเขาจึงวางแผนที่จะฆ่าพระเยซู
III. การปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
วางใจในจังหวะเวลาของพระเจ้า แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
เช่นเดียวกับที่พระเยซูรอถึงสองวันก่อนจะไปหาลาซารัส บางครั้งการตอบคำอธิษฐานของเราก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นทันทีตามที่เราคาดหวัง เราอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่ดูสิ้นหวัง หรือรู้สึกร้อนใจอยากให้พระเจ้าเข้ามาช่วยเหลือโดยเร็ว แต่เราจำเป็นต้องเชื่อมั่นว่าจังหวะเวลาของพระเจ้านั้นดีที่สุดเสมอ เมื่อพี่น้องกำลังเผชิญความท้าทายหรือปัญหาต่างๆ ในชีวิต แม้สถานการณ์อาจดูเหมือนล่าช้าหรือไม่เป็นใจ แทนที่จะวิตกกังวล ให้เราวางใจในความรักและความห่วงใยที่พระเจ้ามีต่อเราทุกคนครับ
นำทุกปัญหาและความกังวลใจมาบอกต่อพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด
เหมือนที่มารธาและมารีย์นำความโศกเศร้าและความเจ็บปวดมาบอกกับพระเยซู และพระองค์ก็ร่วมเสียใจไปกับพวกเธอด้วย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าเข้าใจและห่วงใยความรู้สึกทุกข์ใจของเราเสมอ เมื่อพี่น้องเผชิญความยากลำบาก ขอให้นำความกังวลใจเหล่านั้นมาบอกกับพระเจ้าเป็นอันดับแรก บ่อยครั้งเราอาจพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือหันไปพึ่งพาคนอื่นก่อน แต่พระเจ้าอยากจะเป็นที่พึ่งแรกให้เราเสมอ ทั้งในการปลอบโยนและช่วยเหลือ ดังนั้น ขอให้เริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน ขอการนำทาง กำลังใจ และสันติสุขจากพระองค์ และให้มั่นใจว่าพระเจ้าเข้าใจและห่วงใยเราเสมอ
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ
แอดมิน





Users Today : 2
Users Last 30 days : 428
Total Users : 12298