เศรษฐีกับลาซารัส
สวัสดีครับ หัวข้อที่เราจะศึกษาจากพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้อาจจะฟังดูหนักสำหรับบางท่าน เป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนักในชีวิตประจำวัน คือ ตายแล้วเราจะไปที่ไหน?
I. แนวคิดชีวิตหลังความตายของศาสนาในโซนเอเชียตะวันออก
เนื่องจากเราอยู่ที่ประเทศไทย ลองมาดูข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับศาสนาในโซนเอเชียตะวันออก ซึ่งมีความเชื่อหลากหลายเกี่ยวกับแนวคิดชีวิตหลังความตาย ที่พบบ่อยก็คือ การกลับชาติมาเกิด
แนวคิดคือดวงวิญญาณจะไปเกิดใหม่ ในชีวิตใหม่ โดยอาศัยผลแห่งการกระทำจากชาติก่อน เป้าหมายคือการหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเกิดใหม่นี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของชาติก่อน โดยที่ชาติหน้าอาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าชาติปัจจุบันก็เป็นได้ บ้างก็เน้นการหลุดพ้นออกจากวงจรแห่งความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด การเข้าสู่สวรรค์ได้นั้นเกี่ยวข้องกับการสั่งสมบุญ ทำความดี มีจริยธรรม และพัฒนาจิตใจ ผู้คนต้องทำความดี ปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่ตามหลักศาสนา ทำสมาธิ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางจิตวิญญาณดังกล่าว
เมื่อเราถามผู้คนว่า พวกเขาแน่ใจหรือไม่ว่าพวกเขาจะได้ไปสวรรค์เมื่อพวกเขาตาย เราได้ยินคำตอบประมาณว่า “อาจจะ” “ผมไม่รู้” หรือ “ผมไม่แน่ใจ” บางคนอาจบอกว่าไม่มีใครรู้แน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้บางคนอาจบอกว่ามีแต่คนดีที่ไปสวรรค์ได้ บางคนอาจบอกว่าสวรรค์และนรกเป็นเรื่องในตำนาน ที่ศาสนาต่างๆสร้างขึ้นมา เราเจอคำตอบที่แตกต่างกันไป
II. พระคัมภีร์ ชีวิตหลังความตาย และความรอด
ข้อพระคำที่เราจะศึกษาด้วยกันวันนี้ มาจากพระธรรมลูกา 16:19-31 พระคัมภีร์บทนี้จะให้คำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามสำคัญที่ว่า ตายแล้วเราจะไปที่ไหน? และเราก็มั่นใจได้เลยในสิ่งที่พระคัมภีร์ยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้
เราจะเริ่มด้วยลูกา 16:19-21
มีเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อละเอียด และรับประทานอาหารอย่างหรูหราทุกวัน ๆ และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส ซึ่งถูกวางอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐีคนนั้น ทั้งตัวเต็มไปด้วยแผล และปรารถนาที่จะถูกเลี้ยงด้วยเศษอาหารทั้งหลายซึ่งตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น ยิ่งกว่านั้นพวกสุนัขก็มาและเลียแผลทั้งหลายของเขา – ลูกา 16:19-21
ผู้ที่เล่าเรื่องนี้คือพระเยซู มีชายคนหนึ่งซึ่งพระคัมภีร์บอกว่าเขาร่ำรวยมาก เป็นเศรษฐี เขาสวมชุดสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อันเป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่งของเขา คนนี้หากเปรียบกับสมัยเราคือคนที่เพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารรสเลิศทุกวัน (Fine Dining) คุณเคยเห็นราคาเมนูอาหารรสเลิศในกรุงเทพบ้างไหม? ราคาแพงมากต่อคอร์ส สำหรับคนรวยคนนี้ ราคาไม่ใช่ปัญหา
เรื่องราวดำเนินต่อไปโดยมีขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส พระคัมภีร์บอกเราว่าเขาอยู่บริเวณประตูบ้านเศรษฐี เห็นได้ชัดว่ามีสุขภาพไม่ดี ผิวหนังของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล แม้แต่สุนัขยังมาเลียมัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดสำหรับเขา เราไม่รู้ว่าเขาอยู่ในสภาพนี้มานานเท่าไรแล้ว เขาทำได้เพียงขอเศษอาหารจากโต๊ะเศรษฐีเท่านั้น เนื่องจากลาซารัสอยู่ที่ประตู เศรษฐีคนนี้คงเห็นเขาทุกครั้งที่เข้าหรือออกบ้าน
เราเห็นความแตกต่างระหว่างคนสองคน คนรวยที่มีความมั่งคั่งทางวัตถุ และคนจนที่ไม่มีอะไรเลย
มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งเศรษฐีและลาซารัสในข้อ 22
และต่อมา คนขอทานนั้นเสียชีวิต และถูกอุ้มไปโดยเหล่าทูตสวรรค์เข้าไปที่อกของอับราฮัม เศรษฐีคนนั้นก็เสียชีวิตด้วย และถูกฝังไว้ – ลูกา 16:22
จากข้อนี้ เราเห็นสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ความตายมาหาทั้งคนรวยและคนจน ความตายไม่สนใจว่าคุณจะรวยหรือจน เราทุกคนต้องพบกับความตายในวันหนึ่ง เราจะไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไรความตายจะมาหา รับประกันได้เลยว่าเราทุกคนจะมีอัตราการเสียชีวิต 100%
เราควรขอบคุณพระเจ้าในทุกๆเช้าเมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจ หากมองไปรอบๆ คุณจะเห็นว่าผู้คนทำทุกอย่างเพื่อยืดอายุขัยของพวกเขา ตามโฆษณา เราเห็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย คนไม่อยากแก่ เรามีอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะคนไม่อยากป่วย แต่ต้องการสุขภาพที่ดี ตามโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้มีการแพทย์สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยอีกด้วย คนเราไม่อยากตาย
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2564 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 75.3 ปี นี่เป็นอายุเฉลี่ยที่ผู้คนจะตาย สถิติที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ อายุขัยที่มีสุขภาพดี ซึ่งอยู่ที่ 65.8 ปี นี่คือจำนวนปีเฉลี่ยที่คนเราคาดหวังได้ว่าจะมีสุขภาพที่ดี ดังนั้น หากเราคำนวณดู นั่นหมายความว่าผู้คนอาจเริ่มมีสุขภาพไม่ดีเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หรือมะเร็ง เป็นเวลาประมาณ 9.5 ปีก่อนที่พวกเขาจะตาย คงไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพนี้ แอดมินไม่แน่ใจว่าตอนนี้พวกเราอายุเท่าไหร่กันแล้ว แต่เรื่องนี้ควรทำให้เราคิดอย่างจริงจัง ความตายอยู่ไม่ไกลเลย
พระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่าทั้งเศรษฐีและลาซารัสตาย พระคัมภีร์บอกเราว่าทูตสวรรค์อุ้มลาซารัสไปอยู่ในอกของอับราฮัม อกของอับราฮัม เป็นคำที่ใช้ในพระคัมภีร์บรรยายสถานที่แห่งความปลอบประโลมของบรรดาผู้ชอบธรรมหลังความตาย อับราฮัมเป็นบุคคลสำคัญในพระคัมภีร์ที่แสดงความเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าสัญญาพิเศษแก่เขา พระเจ้าเรียกอับราฮัมให้ออกจากบ้านเกิดไปยังดินแดนที่พระองค์จะแสดงให้เขาเห็น (ปฐมกาล 12:1-3) พระเจ้าทำพันธสัญญากับอับราฮัม โดยสัญญาว่าจะทำให้เขาเป็นบิดาของประชาชาติที่ยิ่งใหญ่ และอวยพรทุกครอบครัวทั่วโลกผ่านทางเขา พันธสัญญานี้มีอธิบายไว้ในปฐมกาล 17:1-8
ให้เราอ่านข้อ 23-25 เพื่อดูว่าเศรษฐีไปอยู่ที่ไหนเมื่อเขาตายลง
และในนรกเศรษฐีคนนั้นจึงเงยหน้าของตนขึ้น โดยเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก และเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน และเศรษฐีจึงร้อง และกล่าวว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด และส่งลาซารัสมาเพื่อเขาจะเอาปลายนิ้วของเขาจุ่มในน้ำ และแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้’ แต่อับราฮัมกล่าวว่า ‘ลูกเอ๋ย จงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ได้รับของดีทั้งหลายสำหรับตัว และเช่นกันลาซารัสได้บรรดาของชั่วร้าย แต่บัดนี้เขาถูกปลอบประโลม และเจ้าก็ถูกทรมาน – ลูกา 16:23-25
หลังจากเศรษฐีตายแล้ว เขาก็ตรงไปยังสถานที่ที่เรียกว่าแดนคนตาย ถ้าจะพูดเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือ นรก นั่นเอง ให้เราดูพระคำข้อนี้กันอย่างละเอียด นรกถูกอธิบายว่าเป็นสถานที่แห่งการทรมานด้วยเปลวไฟ ในนรกเศรษฐีคนนี้ยังมีสติอยู่ เขามองเห็นและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ เศรษฐีคนนี้เห็นลาซารัสแต่ไกล และก็จำเขาได้ ในนรกเศรษฐีคนนี้ยังพูดและส่งเสียงได้ เขาขอความเมตตาจากอับราฮัมและขอให้ลาซารัสจุ่มปลายนิ้วลงในน้ำเพื่อทำให้ลิ้นของเขาเย็นลง ในนรกเศรษฐีคนนี้ยังคงมีประสาทรับรส
จากเรื่องราวที่พระเยซูกำลังเล่านี้ เรามีคำตอบที่ชัดเจนแล้ว ผู้คนไปที่ไหนหลังจากที่พวกเขาตายไปแล้ว? มีเพียงสองแห่งเท่านั้น หนึ่งคือสถานที่แห่งการปลอบประโลมใจและพักสงบ และอีกแห่งคือสถานที่ที่เรียกว่านรกสำหรับการทรมาน ตามพระคัมภีร์ ผู้คนจะไม่กลับชาติมาเกิด หรือกลายไปเป็นเทพ เทวดาบนสวรรค์หลังจากที่พวกเขาตายไปแล้ว
บางท่านอาจถามว่าทำไมจึงมีสถานที่อันน่าสยดสยองอย่างเช่น นรก? แอดมินดีใจที่คุณถาม ให้เราไปที่ มัทธิว 25:41 กัน
แล้วพระองค์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ด้วยว่า ‘เจ้าทั้งหลายจงถอยไปจากเรา พวกเจ้าที่ถูกสาปแช่ง จงเข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับพญามารและเหล่าทูตของมันนั้น – มัทธิว 25:41
เมื่อเปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์กับข้อพระคัมภีร์ ในลูกา 16:24 เราเห็นว่ามีเปลวไฟ ในสถานที่ที่เรียกว่านรก ส่วนในมัทธิว 25:41 นี้ มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเปลวไฟนี้ มันถูกอธิบายว่าเป็นไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งหมายความว่ามันจะเผาไหม้ผู้ที่อยู่ในนรกตลอดไป พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่านรกได้ถูกเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและบริวารของมัน พระคำข้อนี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่านรกไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ที่มนุษย์ต้องไป
เมื่อผู้คนปฏิเสธพระเจ้า ในกรณีนี้คือการที่พวกเขาปฏิเสธพระเยซู คนเหล่านั้นก็ทำตนเป็นพวกเดียวกันกับพญามารซาตาน กลายเป็นผู้ติดตามมัน ดังนั้นเมื่อคนเหล่านั้นตายลง พวกเขาเลยไปที่นรก
ให้เราอ่านต่อในข้อ 26 แล้วจะเห็นว่าพระคัมภีร์มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนรก
และนอกจากบรรดาสิ่งเหล่านี้ ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าคนเหล่านั้นซึ่งอยากข้ามจากที่นี่ไปถึงพวกเจ้าก็ทําไม่ได้ และคนเหล่านั้นที่อยากมาจากที่นั่น ก็ไม่สามารถข้ามมาถึงพวกเราได้’- ลูกา 16:26
เรามาดูลักษณะทางภูมิศาสตร์กัน นรกอยู่ด้านหนึ่ง (สถานที่แห่งการทรมาน) และอีกด้านคือ อกของอับราฮัม (สถานที่แห่งการปลอบประโลมและพักสงบ) ระหว่างสองสถานที่นี้ มีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ พระคัมภีร์บอกเราว่าผู้ที่อยู่ในนรกแล้วไม่สามารถข้ามไปยังอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อผู้คนตายโดยไม่มีพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด จิตวิญญาณของพวกเขาจะตกนรกทันที และถูกเผาทรมานโดยเปลวไฟ ไม่มีทางหนีรอด จิตวิญญาณเหล่านั้นจะถูกกักขังไว้ในนรก รอจนถึงเวลาของการพิพากษาที่พระที่นั่งใหญ่สีขาว (เหตุการณ์ในอนาคต) เป็นการพิพากษาครั้งสุดท้าย และจิตวิญญาณเหล่านั้นจะถูกโยนลงไปในบึงไฟตลอดไป (วิวรณ์ 20:11-15)
เรามาดูต่อในข้อ 27-28 จะเห็นว่าเศรษฐีคนนี้ยังมีสติอยู่ เขาจำสิ่งต่างๆเกี่ยวกับชีวิตของเขาได้
แล้วเศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า ‘เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าขอร้องท่าน บิดาเจ้าข้า ขอท่านส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน เพื่อลาซารัสจะเป็นพยานแก่พวกเขา เกรงว่าพวกเขาจะมาถึงสถานที่แห่งการทรมานนี้ด้วย’- ลูกา 16:27-28
เศรษฐีคนนี้ขอให้อับราฮัมส่งลาซารัสกลับคืนชีพเพื่อไปบอกครอบครัวของเขา เศรษฐีคนนี้มีพี่น้องห้าคน ตอนนี้เขารู้แล้วว่านรกและความทรมานในเปลวไฟนั้นมีอยู่จริง เมื่อเขาตระหนักถึงสิ่งนี้ มันก็สายเกินไปแล้ว! เขาไม่ต้องการให้ครอบครัวของเขามาที่นี่ เขาต้องการให้ลาซารัสไปเตือนครอบครัวของเขาที่ยังมีชีวิตอยู่
ตราบใดที่คนเรายังมีชีวิตอยู่ ใครๆ ก็สามารถรอดจากการลงโทษบาปในนรกได้ ยังมีความหวัง และโอกาสที่จะกลับใจและมาหาพระเยซู ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูยังคงสามารถช่วยพวกเขาได้ขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าตายไปแล้ว ก็ไม่มีโอกาสอีกต่อไป เช่นเดียวกับเศรษฐีคนนี้ เขาตายโดยไม่ได้รับความรอด และจิตวิญญาณของเขาก็ตกนรกทันที
พระเจ้าในพระคัมภีร์เป็นผู้บริสุทธิ์และชอบธรรม ซึ่งหมายความว่าพระองค์ไม่สามารถยอมให้บาปใดๆ อยู่ต่อหน้าพระองค์ได้ คุณจะต้องบริสุทธิ์และสะอาด 100% โดยไม่มีบาปเลยเพื่อที่จะได้อยู่ในสวรรค์ของพระเจ้า หากเราดูสิ่งที่พระคัมภีร์เขียนไว้ ไม่มีใครเลยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับเงื่อนไขนั้น เรามาดูกันว่าพระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับสภาพของคนเราไว้ว่าอย่างไร
เพราะว่าไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวที่อยู่บนแผ่นดินโลก ที่ได้กระทำดีและไม่กระทำบาปเลย – ปัญญาจารย์ 7:20
เหตุว่าทุกคนได้ทำบาป และขาดจากสง่าราศีของพระเจ้า – โรม 3:23
ข้อพระคำเหล่านี้ชัดเจน ไม่มีใครดีพอ หากพระเจ้าไม่ได้จัดเตรียมทางออกจากการลงโทษชั่วนิรันดร์ในนรก ผู้คนอาจกล่าวหาพระเจ้าว่าไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทำสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อช่วยคนเราแล้ว พระเจ้ารู้ว่านับตั้งแต่อาดัมตกสู่บาปในสวนเอเดน บาปก็เข้ามาในโลก (โรม 5:12) ความบาปได้ทำลายทุกสิ่ง เราได้รับธรรมชาติความบาปมาจากอาดัม และหลักฐานที่ชัดเจนก็คือว่าวันหนึ่งมนุษย์ทุกคนจะต้องตาย (โรม 6:23)
พระเจ้ารู้ด้วยว่ามนุษย์ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้นพระองค์จึงต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้เอง เมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว พระเจ้ามายังโลกนี้ในสภาพมนุษย์ พระเยซูเป็นพระเจ้าที่ปรากฎกายเนื้อหนังมนุษย์ (1 ทิโมธี 3:16) ภารกิจของพระเยซูคือการตายบนไม้กางเขนเพื่อชดใช้บาปของคนทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) งานของพระเยซูเมื่อครั้งนั้นเสร็จสิ้นแล้ว (ยอห์น 19:30) หลังจากสามวันสามคืนในอุโมงค์ฝังศพ พระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตาย (1 โครินธ์ 15:4) สิ่งนี้ทำให้ทุกคนที่เชื่อ วางใจในพระองค์มีทางรอดจากบาป (ยอห์น 3:16)
ให้เรามาดูต่อในข้อ 29-30 มาดูการสนทนาระหว่างเศรษฐีคนนี้กับอับราฮัม
อับราฮัมกล่าวแก่เขาว่า ‘พวกเขามีโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์นั้นแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’ และเศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า ‘มิได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้าคนหนึ่งไปหาพวกเขาจากความตาย พวกเขาจะกลับใจเสียใหม่’ – ลูกา 16:29-30
อับราฮัมบอกเศรษฐีคนนี้ว่าไม่จำเป็นต้องให้ลาซารัสฟื้นขึ้นมาเพื่อบอกครอบครัวของเศรษฐี อับราฮัม บอกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว ซึ่งก็คือพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมและคำเทศนาของเหล่าศาสดาพยากรณ์หลายคนที่พระเจ้าส่งไปแจ้งต่อชนชาติอิสราเอล อับราฮัมบอกเศรษฐีว่าพระคัมภีร์เพียงพอสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่จะรู้หนทางแห่งความรอด พระคัมภีร์สามารถแสดงให้ผู้คนเห็นถึงการมาสู่ความรอด และก็ไม่จำเป็นต้องเอาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีอยู่ของนรกโดยผู้ที่ตายไปแล้วจะต้องฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อเล่าให้ฟัง อย่างไรก็ตาม เศรษฐียังคงยืนกรานว่าถ้าลาซารัสถูกนำชีวิตกลับมา แล้วไปบอกคนอื่น พวกเขาจะเชื่อและทำสิ่งที่ถูกต้องกับพระเจ้า
เราจะอ่านข้อสุดท้ายของเรื่องนี้ในข้อ 31 และเห็นคำตอบของอับราฮัมต่อเศรษฐี
และอับราฮัมกล่าวแก่เขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์ พวกเขาก็จะไม่ยอมถูกชักจูงเหมือนกัน ถึงแม้ว่าคนหนึ่งเป็นขึ้นมาจากความตาย’” – ลูกา 16:31
อับราฮัมบอกเศรษฐีว่าถ้าผู้คนไม่เชื่อสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ พวกเขาก็จะไม่เชื่อแม้ว่าจะมีคนฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายก็ตาม พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมบอกล่วงหน้าเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ผู้จะมาตาย ชดใช้บาปของโลก ทำการคืนดีกับพระเจ้าและมนุษย์ และมีชัยชนะเหนือความตายผ่านการฟื้นคืนชีพ (อิสยาห์ 53:5-6; สดุดี 16:10) สิ่งนี้ทำให้ใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์มีทางรอดจากบาป และบุคคลนั้นคือพระเยซูนั่นเอง (ยอห์น 3:16) แม้ว่าพระเยซูจะทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากมาย แต่ผู้นำศาสนาในสมัยนั้นก็ยังไม่เชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้า ที่แย่กว่านั้นคือพวกเขากล่าวหาพระเยซูว่าหมิ่นประมาทพระเจ้า ยกตนเทียบเท่าพระเจ้า พวกเขาจึงวางแผนจะฆ่าพระเยซู (ยอห์น 10:33; มัทธิว 26:3-4)
สิ่งนี้ยังคงเป็นจริงจนถึงทุกวันนี้ วันนี้เรามีพระคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์แล้ว มีเป็นภาษาไทยด้วย พระคัมภีร์บอกเราถึงหนทางที่จะรอดพ้นการลงโทษบาปในนรกได้โดยผ่านทางพระเยซูเท่านั้น หลายครั้งที่เราบอกคนอื่นเกี่ยวกับพระเยซู พวกเขาตอบกลับว่า ‘นั่นคือศาสนาของคุณ เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเอง’ หรือ ‘ผมไม่ได้แย่ขนาดนั้น’ หรือ ‘คุณกล้าดียังไงมาบอกผมว่าผมเป็นคนบาป? ผมไม่เคยฆ่าใครเลย
ก่อนที่ผู้คนจะได้รับความรอด พวกเขาต้องตระหนักว่าพวกเขาเป็นคนบาปก่อน และพวกเขาก็ไม่มีความหวังหากไม่มีพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
หากพระเจ้าไม่เคยจัดเตรียมทางออกจากการลงโทษบาปในนรก มนุษย์ทุกคนก็จะมีข้อแก้ตัวที่จะกล่าวหาพระเจ้าว่าไม่ยุติธรรม แต่บัดนี้หนทางแห่งความรอดมีให้สำหรับใครก็ตามที่เชื่อและวางใจในสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จแล้ว การที่พระองค์ตายที่ไม้กางเขนและฟื้นคืนชีพกลับมาในวันที่สามเพื่อไถ่บาปคนๆนั้น ดังนั้นคนเราจึงไม่มีข้อแก้ตัวอีกต่อไป พระเจ้าไม่ต้องการให้ใครพินาศเลย ให้เราอ่าน 2 เปโตร 3:9
องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าเกี่ยวกับพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดว่าเฉื่อยช้านั้น แต่ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ต่อพวกเรา โดยไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ประสงค์ให้คนทั้งปวงมาถึงการกลับใจเสียใหม่ – 2 เปโตร 3:9
พระคำข้อนี้ชัดเจน พระเจ้าอดทนต่อมนุษย์ พระองค์ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อช่วยพวกเขาแล้ว พระองค์ต้องการให้พวกเขากลับมาหาพระองค์ พระเจ้าก็อดทนกับแอดมินเหมือนกัน แอดมินได้รับความรอดเมื่ออายุ 27 ปี หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นเวลา 27 ปีที่เติบโตขึ้นมา แอดมินไม่มีใครเลยที่บอกแอดมินได้อย่างชัดเจนว่าจะได้รับการอภัยบาปและชำระล้างบาปให้หมดจดได้อย่างไร แอดมินมาจากภูมิหลังที่สั่งสอนให้ทำบุญ ทำความดีเพื่อไปสวรรค์ แอดมินสงสัยเรื่องนี้เพราะแอดมินรู้ว่ายังไงแอดมินก็ยังไม่ดีพอ จากนั้นพระเจ้าส่งคนชาวเกาหลีมาบอกแอดมินว่าแอดมินจะได้รับความรอดได้อย่างไร
แล้วคุณล่ะ คุณอาจจำได้ว่ากี่ครั้งแล้วที่พระเจ้าใช้ผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นคริสเตียน ศิษยาภิบาล ใบปลิวข่าวประเสริฐ หรือเพลงคริสเตียน เพื่อนำคุณมารู้จักกับพระเยซูและมารับความรอด จิตวิญญาณของมนุษย์มีค่ามากในสายตาของพระเจ้า
III. การประยุกต์ใช้ในชีวิต
- ให้เรารีบประกาศข่าวประเสริฐ
สองสัปดาห์ที่แล้ว เราเรียนรู้เกี่ยวกับอุปมาเรื่องผู้หว่าน นี่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการประกาศข่าวประเสริฐ หว่านพระวจนะของพระเจ้าและประกาศข่าวประเสริฐไปทุกที่ เมล็ดพืชก็จะไปหล่นลงที่ไหนสักแห่ง ถ้านกมากินก็ไม่เป็นไร พระวจนะของพระเจ้ายังคงเข้าไปถึงใจของผู้ฟังอยู่ดี จากนั้นเราก็อธิษฐานขอให้พระเจ้าทำงานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ตอนนี้เรามีพระวจนะของพระเจ้าแล้ว แอดมินเชื่อว่าทุกคนที่นี่รู้เนื้อหาสำคัญของข่าวประเสริฐ นั่นคือ พระเยซูตายเพื่อชดใช้บาปของคุณและบาปของแอดมิน ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนชีพอีกครั้งในวันที่สาม ผู้ที่วางใจในเรื่องนี้อย่างจริงใจเท่านั้นสามารถมั่นใจได้ว่าบาปของพวกเขาได้รับการอภัยแล้ว และพวกเขาได้รอดจากการลงโทษในนรก ถ้าวันนี้คนๆนั้นยังมีลมหายใจ ก็ยังมีโอกาสที่จิตวิญญาณของพวกเขาจะได้รับความรอด อย่ายอมแพ้ นี่ทำให้เรารู้ถึงความเร่งด่วน เราไม่มีทางรู้เลยว่าความตายจะมาถึงเมื่อใด และเวลาของเราก็กำลังหมดลงในแต่ละวันที่ผ่านไป - ใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์และดูว่าพระเจ้าบอกอะไรไว้
ทุกวันนี้เราไม่จำเป็นต้องมีหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ เพื่อทำให้ความเชื่อของเราในพระเจ้าสมบูรณ์ เช่นเดียวกับที่อับราฮัมบอกเศรษฐีคนนั้น เขามีข้อพระคัมภีร์และนั่นก็เพียงพอแล้ว เรามีพระคัมภีร์อยู่แล้ว และพระคัมภีร์บอกเราทุกสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับชีวิต พระคัมภีร์ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการรับความรอดและได้ไปอยู่กับพระเยซูเท่านั้น คุณรู้ไหมว่าพระคัมภีร์บอกไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับการมีชีวิตสมรสที่ดี รักษาความสัมพันธ์ที่ดี หรือจัดการเรื่องเงินทองอย่างเหมาะสม? ใช้เวลาวันนี้ไม่เพียงแต่อ่านพระคัมภีร์ของคุณเท่านั้น แต่ให้เชื่อทุกสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ และขอให้พระเจ้าช่วยคุณเกี่ยวกับการนำข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ขอพระเจ้าอวยพร
แอดมิน
อ้างอิง:
- Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.





Users Today : 2
Users Last 30 days : 428
Total Users : 12298