อุปมาเรื่องเงินตะลันต์

วันนี้เราก็ยังเรียนกันต่อเรื่องอุปมาของพระเยซู ที่เราจะเรียนด้วยกันจากพระวจนะของพระเจ้าวันนี้นั้นง่ายต่อการเข้าใจ มีใครที่นี่ชอบเรียนวิชาเลขบ้าง? ผมไม่วิชานี้เลย ผมจึงเรียนเอกวิชาภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย มีวิชาที่เรียกว่า “การเงิน การธนาคาร และตลาดการเงิน” แม้ว่าผมจะไม่ชอบวิชาที่เกี่ยวข้องกับเลข ผมพบว่าวิชาดังกล่าวมีประโยชน์แม้กระทั่งถึงทุกวันนี้

ผมจำได้ว่าอาจารย์สอนเรื่องดอกเบี้ยทบต้น เมื่อคุณฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์หรือเอาไปลงทุนก็จะได้รับดอกเบี้ย แต่แทนที่จะได้รับดอกเบี้ยจากจำนวนเงินต้น (เช่น ดอกเบี้ยธรรมดา) ดอกเบี้ยทบต้นหมายความว่า คุณจะได้รับดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่คุณได้รับไปแล้วด้วย สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เมื่อเวลาผ่านไป เงินของคุณจึงเติบโตได้เร็วขึ้น

ปัจจุบันมีตัวเลือกการลงทุนมากมายเพื่อเพิ่มเงินของคุณ วิธีที่ปลอดภัยและดั้งเดิมคือการฝากไว้ในบัญชีธนาคารที่มีดอกเบี้ย ตัวเลือกที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การลงทุนในตลาดหุ้น การไม่ลงทุนเงินของคุณหมายความว่า เงินจะยังคงเท่าเดิมในขณะที่ต้นทุนของสิ่งรอบตัวคุณเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป เงินของคุณจะซื้อของได้น้อยลง ทำให้คุณจนลง แม้ว่าคุณจะมีเงินสดเท่าเดิมก็ตาม การลงทุนช่วยให้เงินคุณไม่ถูกอัตราเงินเฟ้อกัดกิน ดังนั้นคุณจึงสามารถรักษาหรือเพิ่มมูลค่าของเงินได้

I. ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ
วันนี้เราจะมาดูว่าควรทำอย่างไรกับสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เรามา คุณจำได้ไหมว่าคำอุปมาหมายถึงอะไรในบริบทของพระคัมภีร์? คำอุปมามักถูกนำมาใช้เพื่อแสดงภาพของความจริงฝ่ายจิตวิญญาณโดยการเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

ข้อพระคำหลักของเรามาจาก มัทธิว 25:14-30

เราจะเริ่มด้วย มัทธิว 25:14 มาอ่านด้วยกันครับ

“อาณาจักรแห่งสวรรค์ยังเปรียบเหมือนชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไปยังเมืองไกล จึงเรียกพวกผู้รับใช้ของตนมา และฝากทรัพย์สมบัติของเขาไว้  – มัทธิว 25:14

พระข้อนี้เริ่มด้วยชายคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปเมืองไกล ขอให้สังเกตข้อนี้ดีๆ ชายคนนี้ดูมั่งคั่งเพราะเขามีบ่าวรับใช้ ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไป ชายคนนี้ได้มอบทรัพย์สิ่งของให้กับบ่าว เรามาอ่านข้อถัดไปเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ชายคนนี้มอบให้แก่บ่าวของเขา

คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคน แล้วท่านก็ออกเดินทางทันที  – มัทธิว 25:15

ให้เราสังเกตพระคำข้อนี้ดีๆ ชายคนนั้นให้อะไรกับบ่าวเหล่านี้? เขามอบเงินตะลันต์ให้กับบ่าว เงินตะลันต์คืออะไร? ในบริบทนี้ เงินตะลันต์คือเงินจำนวนมาก มีบ่าวกี่คน? มีสามคน ชายคนนั้นให้เงินตะลันต์กับบ่าวสามคนนี้เท่ากันหรือเปล่า? ไม่เลย พระคำข้อนี้บอกว่าบ่าวทั้งสามได้รับเงินตะลันต์จำนวนที่แตกต่างกัน คนหนึ่งได้ 5 เงินตะลันต์ อีกคนหนึ่งได้ 2 เงินตะลันต์ และคนที่สามได้เพียง 1 เงินตะลันต์ นายท่านนี้มอบเงินตะลันต์ ตามความสามารถของบ่าวแต่ละคน หลังจากมอบเงินตะลันต์แก่บ่าวแล้ว นายก็ออกเดินทางไป

ผมอยากให้คุณจดจำเรื่องนี้จากข้อ 15 ดีๆ เพราะนี่จะช่วยให้คุณเข้าใจการประยุกต์ใช้อุปมาที่พระเยซูต้องการสอนเรา

ให้เราอ่านต่อในข้อ 16-18 เพื่อดูว่าบ่าวทั้งสามคนนี้ทำอะไรกับเงินตะลันต์ที่นายมอบให้

คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขาย ได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์ คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรอีกสองตะลันต์เหมือนกัน แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้  – มัทธิว 25:16-18

พระคัมภีร์บอกเราว่าบ่าวคนแรกได้ทำอะไรบางอย่างด้วย 5 เงินตะลันต์ที่เขาได้รับจากนาย เขาทำอะไร? เขาเอาไปค้าขาย บ่าวคนนี้ลงทุนสิ่งที่เขาได้รับมา และลงเอยด้วยการได้มาเพิ่มอีก 5 เงินตะลันต์
แล้วบ่าวคนที่สองล่ะ? เดิมทีเขาได้รับ 2 เงินตะลันต์ จากนาย เราเห็นได้จากพระคัมภีร์ว่าเขาเอาไปลงทุนด้วย และได้รับเพิ่มอีก 2 เงินตะลันต์

บ่าวสองคนแรกมีบางอย่างที่เหมือนกัน พวกเขาลงทุน พวกเขาทำงาน ค้าขาย และไม่เกียจคร้าน พวกเขารู้ว่าต้องรับผิดชอบต่อเงินตะลันต์ของนาย พวกเขาเข้าใจว่าเงินตะลันต์ที่พวกเขาได้รับมาไม่ใช่ของพวกเขาเอง แต่เป็นของนาย ดังนั้นพวกเขาจึงดูแลเงินตะลันต์อย่างดีเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะเป็นประโยชน์ต่อนาย

บ่าวคนที่สามน่าสนใจทีเดียว นายให้เงินตะลันต์เขาไปเท่าไหร่? นายให้มาเพียง 1 เงินตะลันต์ตามความสามารถของเขา อย่างไรก็ตาม บ่าวคนนี้ไม่ได้ทุ่มเทความสามารถเพื่อทำให้มันมีมูลค่าเพิ่ม เขาจึงฝังมันลงดินแทน

เรามาดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นในข้อ 19

ครั้นอยู่มาช้านาน นายจึงมาคิดบัญชีกับผู้รับใช้เหล่านั้น  – มัทธิว 25:19

เราเห็นว่านายกลับมาแล้ว พระคัมภีร์บอกเราว่านายท่านนี้จากไปเป็นเวลานาน แล้วเขาก็กลับมาหาบ่าวทั้งสามคน ผมชอบคำว่า ‘คิดบัญชี’ หมายถึง การเอาคืน การเอาสิ่งที่ตนเองเสียไปกลับคืนมา

เห็นได้ชัดว่าเงินตะลันต์ที่มอบให้กับบ่าวทั้งสามนั้นเป็นของนาย นายเป็นเจ้าของที่แท้จริง และบ่าวเป็นเพียงผู้ดูแลเงินตะลันต์ของนาย พวกบ่าวต้องแน่ใจว่าสิ่งที่เป็นของนายต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเพื่อประโยชน์สูงสุดของนาย

ต่อไปเราจะเห็นบ่าวคนแรกรายงานต่อนาย ให้เราอ่านข้อ 20-21

คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า `นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์’ นายจึงตอบเขาว่า `ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’  – มัทธิว 25:20-21

บ่าวคนแรกไปหานายและรายงานว่า 5 เงินตะลันต์ที่ได้รับมอบมา เขาหามาเพิ่มได้อีก 5 เงินตะลันต์ นายจึงยกย่องบ่าวคนนี้ ให้เราดูสิ่งที่นายพูด ‘ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ดีและสัตย์ซื่อ’

นายเรียกบ่าวคนนี้ว่า ‘ดี’ และ ‘ซื่อสัตย์’ นายชมบ่าวคนนี้สำหรับความพยายามของเขาในการลงทุน 5 เงินตะลันต์ และทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ในบรรดาบ่าวทั้งสาม คนนี้ได้รับเงินตะลันต์จำนวนสูงสุด เราไม่รู้ว่าบ่าวคนนี้ทำการค้าขายแบบใด หวังว่าไม่ใช่ Bitcoin! ประเด็นสำคัญคือ เขาทำงาน และพยายามทำอะไรบางอย่างกับสิ่งที่เขาได้รับมอบมาจากนาย

คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายถึง การยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่หรือบริการ และเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด นายคาดหวังให้บ่าวทำอะไรสักอย่างด้วยเงินตะลันต์ที่เขาได้มอบให้ พระคำข้อนี้แสดงให้เห็นว่ามีบำเหน็จสำหรับการรับใช้อย่างซื่อสัตย์ การทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้ดีอย่างสม่ำเสมอนั้นดีกว่าการมุ่งมั่นทำสิ่งใหญ่ๆ แล้วไม่ทำตาม

บ่าวคนที่ 2 ก็มารายงานต่อนายด้วย ให้เราอ่านข้อ 22-23

คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า `นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์’ นายจึงตอบเขาว่า `ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’  – มัทธิว 25:22-23

บ่าวคนที่สองรายงานต่อนายว่า 2 เงินตะลันต์ที่เขาได้รับมา เขาก็หามาเพิ่มได้อีก 2 เงินตะลันต์ บ่าวคนนี้ยังได้รับคำชมจากนายอีกด้วย ให้เราสังเกตว่านายชมเชยบ่าวทั้งคนแรกและคนที่สองด้วยคำชมที่เหมือนกันเลย ให้ดู ข้อ 21 และ 23

ในฐานะผู้อ่าน เราอาจคิดว่าเนื่องจากบ่าวคนแรกได้รับเพิ่มมาอีก 5 เงินตะลันต์ ส่วนบ่าวคนที่สองได้รับมาเพิ่มเพียง 2 เงินตะลันต์ ดังนั้นบ่าวคนแรกน่าจะได้รับคำชมที่มากกว่า อย่างไรก็ตาม จำนวนหรือปริมาณไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หากเป็นเช่นนั้น เราคงคาดหวังคำยกย่องชมเชยมากมายจากนายต่อบ่าวคนแรก แต่บ่าวทั้งสองกลับได้รับคำชมแบบเดียวกัน จุดเน้นอยู่ที่ความซื่อสัตย์ในการใช้เงินตะลันต์ที่พวกเขาได้รับมาจากนาย

บ่าวคนแรกรายงานต่อนายแล้ว บ่าวคนที่สองก็รายงานต่อนายด้วยเช่นกัน

II. ความเกียจคร้านและความไม่ซื่อสัตย์

แล้วบ่าวคนที่สามล่ะ? บ่าวคนที่สามก็มารายงานต่อนายด้วยเช่นกัน เรามาดูเกี่ยวกับบ่าวคนที่สามคนนี้ ในข้อ 24-25 กัน

ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงว่า `นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้จักท่านว่าท่านเป็นคนใจแข็ง เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน ดูเถิด นี่แหละเงินของท่าน’  – มัทธิว 25:24-25

บ่าวคนที่สามมารายงานนายของตน บ่าวคนนี้กล้าเผชิญหน้ากับนาย บ่าวบอกว่านายเป็นคนใจตระหนี่ ชอบเก็บสะสมผลจากผู้อื่นโดยไม่ได้ลงแรงทำงานด้วยตัวเอง บ่าวคนนี้บอกว่าเขากลัว ซึ่งเป็นเพียงข้อแก้ตัวสำหรับความเกียจคร้านของเขา เขาบอกนายว่าเขาได้ฝัง 1 เงินตะลันต์ที่ได้รับมา แล้วก็มอบ1 เงินตะลันต์นั้นคืนกลับให้นาย

ผมอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบบ่าวคนที่สามนี้กับบ่าวสองคนแรก บ่าวสองคนแรกลงทุน และได้รับเงินตะลันต์เพิ่มเติมมาให้สำหรับนาย พวกเขาทำงานหนัก เมื่อพวกเขากลับไปหานาย พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาพูด เพียงคนละ 1 ข้อเท่านั้น (ข้อ 20 สำหรับบ่าวคนแรก และข้อ 22 สำหรับบ่าวคนที่สอง) ในทางกลับกัน บ่าวคนที่สามไม่ได้ทำงาน เกียจคร้าน และหาข้อแก้ตัว เขาพูดมาก ใช้ 2 ข้อ (ข้อ 24-25) บ่าวคนที่สามทำน้อยที่สุด แต่พูดมากที่สุด!

มาดูปฏิกิริยาของนายที่มีต่อบ่าวคนที่สามในข้อ 26-27

นายจึงตอบเขาว่า `เจ้าผู้รับใช้ชั่วช้าและเกียจคร้าน เจ้าก็รู้อยู่ว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย เหตุฉะนั้น เจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย – มัทธิว 25:26-27

หลังจากได้ยินสิ่งที่บ่าวคนนี้พูด นายก็เรียกเขาว่า ‘ชั่ว’ และ ‘เกียจคร้าน’ สิ่งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำชมเชยที่มอบให้บ่าวสองคนแรกที่ถูกเรียกว่า ‘ดี’ และ ‘ซื่อสัตย์’ นายบอกบ่าวคนนี้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง นายคือเจ้าของแท้จริงของเงินตะลันต์ และนายสามารถทำทุกอย่างที่เห็นว่าเหมาะสมกับเงินตะลันต์ของเขา รวมถึงการมอบเงินตะลันต์นี้ให้กับบ่าวเพื่อดูแล และเพิ่มมูลค่า

นายมีความคาดหวังต่อบ่าวเกี่ยวกับเงินตะลันต์ที่มอบให้พวกเขา บ่าวคนที่สามขี้เกียจและไม่ได้พยายามทำอะไรกับ 1 เงินตะลันต์ที่เขาได้รับมาด้วยซ้ำ นายยืนยันเรื่องนี้ในข้อ 27 โดยบอกว่าอย่างน้อยที่สุด บ่าวคนนี้ควรฝาก 1 เงินตะลันต์ ไว้กับคนรับแลกเงินเพื่อจะได้รับดอกเบี้ยบ้าง จากนั้นเมื่อนายกลับมา เขาก็จะได้รับดอกเบี้ยนั้น

อุปมาเรื่องนี้ไม่ได้เน้นไปที่จำนวนเงินตะลันต์ที่หามาได้เพิ่มเติม ไม่ได้เน้นอยู่ที่ปริมาณ แต่เน้นที่ความพยายามและการทำงานเพื่อประโยชน์ของนาย เรื่องนี้เกี่ยวกับวิธีการที่พวกเขาจัดการในสิ่งที่พวกเขาได้รับมาจากนาย

เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ่าวคนที่สามในข้อ 28-30

เพราะฉะนั้น จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ ด้วยว่าทุกคนที่มีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา จงเอาเจ้าผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์นี้ไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’ – มัทธิว 25:28-30

นายสั่งให้เอาเงินตะลันต์จากบ่าวคนที่สาม และมอบให้กับบ่าวคนแรก ซึ่งเดิมได้รับ 5 เงินตะลันต์ และเขาหามาได้เพิ่มอีก 5 เงินตะลันต์ แม้จะมีเพียง 1 เงินตะลันต์ บ่าวคนที่สามมีโอกาสรับใช้นายซึ่งให้สิทธิพิเศษแก่เขาในการลงทุนทรัพย์สินของเขา เนื่องจากความเกียจคร้าน เขาจึงไม่ได้ทำอะไรเลยกับทรัพย์สินของนาย
ตอนจบของอุปมานี้อาจเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง บ่าวที่ทั้งเกียจคร้านและชั่วร้ายคนนี้ถูกโยนเข้าไปที่มืดภายนอก ซึ่งเป็นสถานที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นี่เป็นวลีทั่วไปที่พระเยซูใช้บรรยายถึงการพิพากษาในท้ายที่สุดและการถูกส่งลงนรกนั่นเอง

III. การประยุกต์ใช้ในชีวิต

เอาล่ะ หลังจากอ่านข้อพระคัมภีร์มาทั้ง 27 ข้อนี้แล้ว เราจะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?

ลงมือลงแรงในสิ่งที่พระเจ้ามอบให้คุณ
จากสัปดาห์ที่แล้ว เราได้เรียนรู้ว่าทุกคนที่ได้รับความรอด นั่นคือบุคคลที่เชื่อและวางใจในพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัว บุคคลนั้นจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้ามาสถิตอยู่ในผู้เชื่อคนนั้น พระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าพระเจ้าได้มอบของประทานฝ่ายจิตวิญญาณแก่ผู้เชื่อทุกคน ให้เราอ่าน 1 โครินธ์ 12:4-7

แล้วของประทานนั้นมีต่างๆกัน แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน งานรับใช้มีต่างๆกัน แต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน กิจกรรมมีต่างๆกัน แต่มีพระเจ้าองค์เดียวกันที่ทรงกระทำสารพัดในทุกคน การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน – 1 โครินธ์ 12:4-7

คุณตอนเริ่มต้นของอุปมาเรื่องนี้ได้ไหม? บ่าวทั้งสามคนได้รับเงินตะลันต์จำนวนที่แตกต่างกันไปตามความสามารถของพวกเขา 5 เงินตะลันต์ 2 เงินตะลันต์ และ 1 เงินตะลันต์ อุปมานี้สอนเราว่าพระเจ้าไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนมีความสามารถหรือทักษะที่เหมือนกัน พระคำ 1 โครินธ์ 12:4-7 กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วย ผู้เชื่อที่รอดทุกคนได้รับของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ บางคนมีความเป็นเลิศในด้านการบริหารและ จัดการงาน โครงการและกิจกรรมให้มีระบบระเบียบ ซึ่งแต่ละคนก็มีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน ข้อ 7 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เชื่อที่ได้รับความรอดทุกคนมีของประทานฝ่ายจิตวิญญาณบางอย่าง จุดประสงค์ก็คือเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว และไม่ทำอะไรกับมันเลย

หากคุณได้รับความรอด คุณก็ได้รับของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ คุณมีของประทานที่ผมไม่มี และผมมีของประทานที่คุณไม่มี นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการกันและกัน

เมื่อคุณอธิษฐานในสัปดาห์นี้ ขอให้พระเจ้าแสดงให้คุณเห็นว่าพระองค์ต้องการให้คุณรับใช้ และใช้ของประทานที่คุณมีในด้านใด บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าเรามีของประทานอะไรบ้าง จนกว่าเราจะเริ่มทำอะไรสักอย่างที่คริสตจักรท้องถิ่น

เรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
จากอุปมานี้ เราเห็นว่าพระเจ้าสนใจวิธีการที่คุณทำสิ่งต่างๆ สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเฉพาะกิจกรรมของคริสตจักรเท่านั้น เราทุกคนรู้ดีว่าคริสเตียนควรอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ และไปโบสถ์ บ่อยครั้งเราประพฤติตนดีที่สุดขณะอยู่ในโบสถ์ แต่ภายนอกโบสถ์ล่ะ?

หากคุณเป็นพนักงานออฟฟิศ คุณทำงานในออฟฟิศอย่างไร? หัวหน้างานของคุณจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับคุณ? เขาจะบอกว่าคุณเป็นพนักงานที่ขยันทำงาน หรือขี้เกียจ? งานของคุณมีคุณภาพแค่ไหน? คุณทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นด้วยคุณภาพสูงอยู่เสมอ หรือมักทำงานลวกๆ?

เวลาทำงานปกติคือ 8 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งหมายความว่าคุณใช้เวลาหนึ่งในสามของวันไปกับการทำงาน กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน และลูกค้า พระเจ้าให้สติปัญญา และทักษะแก่เราในการทำงาน พระองค์คาดหวังให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เราทุกคนมีข้อบกพร่องและยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราสามารถพยายามใช้ชีวิตที่ทำให้พระเจ้าพอใจได้ในทุกวัน และพระองค์ก็เต็มใจที่จะช่วยเรา

สองพันกว่าปีผ่านไปแล้วนับตั้งแต่วันที่พระเยซูตายบนไม้กางเขน และฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อช่วยให้เราหลุดพ้นจากบาป พระเยซูเองก็กลับสู่สวรรค์ไปนานแล้ว แต่พระองค์ยังคงทำงานผ่านทางชีวิตพวกเราเสมอ พระเจ้าต้องการให้เราทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระองค์อย่างสม่ำเสมอ บ่อยครั้งบำเหน็จรางวัลในการรับใช้อาจไม่มาทันที หากเป็นเช่นนี้คุณจะยังไปต่อกับชีวิตคริสเตียนไหม? การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะพัฒนาเป็นนิสัยติดตัวทำให้เราเป็นคนที่พระเจ้าสามารถใช้การได้

ขอพระเจ้าอวยพร

อ้างอิง:
Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.

    Share

    You may also like...

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *