ทำไงดี ทำบาปแล้ว!
ถ้าเรารอดแล้วโดยความเชื่อ เราก็ออกไปทำบาปได้ตามสบาย หรือถ้าความรอดของเราไม่หลุดหายแล้ว เราก็ทำบาปต่อไปได้?
แอดมิน ชวนทุกคนมาดูกันตามข้อพระคัมภีร์ครับ
คริสเตียนยังทำบาปได้อยู่ไหม?
(1 John 1:8) If we say that we have no sin, we deceive ourselves, and the truth is not in us.
(1 ยอห์น 1:8) ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็หลอกตัวเอง และความจริงไม่ได้อยู่ในเราเลย
คำตอบคือ “ได้” ครับ การอ้างว่าตัวเองไม่มีบาปเป็นการหลอกตัวเอง นี่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่คริสเตียนที่ได้รับความรอดแล้ว ก็ยังหลงทำบาปได้อยู่ครับ หลักคำสอนเท็จบอกว่าคนเราโดยธรรมชาติแล้วมักไม่ทำบาป บ้างสอนว่าธรรมชาติของความบาปฝ่ายเนื้อหนังในตัวของเรา ได้รับการขจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว (เมื่อตอนรับความรอด) เราเองจึงไม่สามารถทำบาปได้ นี่เป็นคำสอนที่บิดเบือนไป
หากเราอ่านพระคัมภีร์ 1 ยอห์น 1:8 เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคำสอนเท็จดังกล่าวสวนทางกับพระคำของพระเจ้าโดยสิ้นเชิงครับ ผู้สอนแนวคิดนี้หลอกตัวเอง ปฏิเสธที่จะจัดการปัญหาความบาปในชีวิตของเขาอย่างจริงจัง พวกเขาไม่เห็นความสำคัญของการสารภาพบาปและกลับใจใหม่ครับ
เรามาดูพระคัมภีร์ข้อต่อไปกันครับ
(Romans 6:1) What shall we say then? Shall we continue in sin, that grace may abound?
(Romans 6:2) God forbid. How shall we, that are dead to sin, live any longer therein?
(โรม6:1) ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไปเพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ
(โรม 6:2) ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้ว จะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้
ทุกคนที่ได้อ่านพระคำข้อนี้ จะพบคำตอบของคำถามตอนต้นนี้ครับ
ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย
คริสเตียนบางคนใช้ข้ออ้างในเรื่องพระคุณของพระเจ้าเพื่อทำบาป ความคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า เขาเองยังไม่เห็นถึงความร้ายแรงของความบาป การที่พระเจ้ายกโทษให้คริสเตียนที่ทำบาปไป ไม่ได้หมายความว่าพระองค์เห็นชอบกับความบาปนั้น โทษของความบาปร้ายแรงมากนะครับ ร้ายแรงมากโดยที่พวกเราเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนพระเยซูคริสต์ (ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้า) ต้องเป็นผู้ที่รับโทษบาปนี้แทนที่พวกเรา
เราอย่าได้ใช้พระคุณของพระเจ้าเป็นข้ออ้างในการทำบาปเลยนะครับ
พระเจ้าทรงต้องการให้คริสเตียนทำบาปไหม?
(1 John 2:1) My little children, these things write I unto you, that ye sin not. And if any man sin, we have an advocate with the Father, Jesus Christ the righteous:
(1 ยอห์น 2:1) ลูกเล็ก ๆ ของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป และถ้าผู้ใดทำบาป เราก็มีพระองค์ผู้ช่วยเหลือสถิตอยู่กับพระบิดา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงชอบธรรมนั้น
คำตอบคือ “ไม่” ครับ พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่บริสุทธิ์และไม่สามารถมีส่วนร่วมใดๆ กับความบาปได้เลยครับ ธรรมชาติความบาปฝ่ายเนื้อหนังของเรายังไม่ได้รับการกำจัดให้หมดสิ้นไปในตอนนี้ครับ จากโพส “ความรอดตลอดไป” เมื่อเราได้รับความรอดแล้ว เราก็มีความสัมพันธ์แบบใหม่กับพระเจ้า โดยที่พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบครอบครัวที่เข้ามาแทนที่ครับ
พระคัมภีร์ 1 ยอห์น 2:1 เป็นข้อพระคำที่ทรงพลังมากครับ เมื่อคริสเตียนผู้ที่ได้รับความรอดแล้วทำบาปลงเมื่อไร เราก็มี พระองค์ผู้ช่วยเหลือสถิตอยู่กับพระบิดา ซึ่งหมายถึง พระเยซูคริสต์ผู้ทรงชอบธรรม พระคำข้อนี้แสดงให้เห็นอีกหนึ่งบทบาทของพระเยซูคริสต์ในฐานะผู้ที่เสนอความแทน (พูดง่ายๆก็คือ เป็นเหมือนทนายว่าความจำเลย) เมื่อคริสเตียนทำบาป เราก็มีองค์พระเยซูคริสต์ผู้เป็นดั่งทนายจำเลยคอยแก้ต่างในสวรรค์แทนเราต่อหน้าพระเจ้าพระบิดาครับ
ถ้าคริสเตียนทำบาป เขาจะสูญเสียอะไรไป?
(1 John 1:6) If we say that we have fellowship with him, and walk in darkness, we lie, and do not the truth:
(1 John 1:7) But if we walk in the light, as he is in the light, we have fellowship one with another, and the blood of Jesus Christ his Son cleanseth us from all sin.
(1 ยอห์น 1:6) ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์ และยังดำเนินอยู่ในความมืด เราก็พูดมุสา และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง
(1 ยอห์น 1:7) แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น
ก่อนอื่นเลย ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าในฐานะที่เป็นลูกๆของพระองค์ จะคงอยู่ถาวร ความบาปเองไม่สามารถทำลายความสัมพันธ์นี้ลงได้ครับ อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อคริสเตียนทำบาปลง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้าสั่นคลอนลง เพราะว่าพระเจ้าไม่สามารถมีส่วนพัวพันกับทุกความบาปได้ครับ
ลูกคนไหนที่ไม่เชื่อฟังพ่อ ก็ยังเป็นลูกของพ่ออยู่ดี ความไม่เชื่อฟังของลูกส่งผลให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องสะดุดลง พ่อเองก็ไม่พอใจ ส่งผลให้เกิดการลงวินัยลูก ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดนี้จะยังอยู่ต่อไป จนกว่าปัญหานั้นจะได้รับการแก้ไข เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อเราได้รับการชำระโดยเลือดอันมีค่าประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้นการสารบาปต่อพระเจ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ
ถ้าคริสเตียนทำบาป เราต้องทำสิ่งใดเกี่ยวกับมัน?
(1 John 1:9) If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins, and to cleanse us from all unrighteousness.
(1 ยอห์น 1:9) ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
คริสเตียนเมื่อทำบาปลงไป ต้องสารภาพบาปต่อพระเจ้า นี่หมายถึง เรายอมรับว่าได้ทำบาปลงไปแล้ว พร้อมด้วยใจที่สำนึกผิด เมื่อได้ทำเช่นนั้นแล้ว ตามพระคัมภีร์ข้อนี้ได้บอกชัดเจนว่า พระเจ้าจะ ทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
ความบาปที่พูดถึงในพระคัมภีร์ข้อนี้ หมายถึง บาปสารพัดที่เราได้ทำไปในแต่ละวัน ผ่านทางร่างกายเนื้อหนังนี้ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าสั่นคลอนลง เราได้รับการชำระจากความบาปทั้งสิ้น เมื่อสารภาพมันไป ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า
ไม่มีบาปใดที่ใหญ่เกินกว่าที่พระเจ้าจะอภัยให้คริสเตียนไม่ได้ครับ
ความบาปในชีวิตประจำวันส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้ามีปัญหาได้ครับ
ชีวิตของคริสเตียนเมื่อได้รับความรอดนั้น เลือดของพระเยซูคริสต์ได้ชำระเราให้ใสสะอาดแล้ว อย่างไรก็ตามความบาปที่เกิดจากการดำเนินชีวิตแต่ละวันในกายเนื้อหนัง สามารถทำให้ความสะอาดนี้สกปรกลงได้ในไม่ช้า ดังนั้นคริสเตียนจึงจำเป็นต้องสารภาพบาปของเราในแต่ละวันครับ
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน
อ้างอิง:
The ABC’s of Christians Growth, Robert J. Sargent
Life Application Study Bible KJV, Tyndale House Publishers
ทำความเข้าใจพระคัมภีร์, ดร. เดวิด เอช. โซเร็นสัน



Users Today : 6
Users Last 30 days : 357
Total Users : 10700