สู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต

สวัสดีครับ วันนี้เราจะเรียนกันเรื่องการเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างมีชัยของพระเยซู เราจะอ่านพระคัมภีร์หลายข้อด้วยกันครับ เราจะเริ่มต้นด้วยยอห์น 12:12-13

(ยอห์น 12:12) วันรุ่งขึ้นเมื่อคนเป็นอันมากที่มาในเทศกาลเลี้ยงนั้นได้ยินว่า พระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม
(ยอห์น 12:13) เขาก็พากันถือใบของต้นอินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์ร้องว่า “โฮซันนา ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอลทรงพระเจริญ”

ก่อนหน้านี้ พระเยซูอยู่ที่หมู่บ้านเบธานีนอกกรุงเยรูซาเล็ม เรารู้ว่าปาฏิหาริย์ในการทำให้ลาซารัสฟื้นคืนชีพจากความตายทำให้ชาวยิวจำนวนมากเริ่มติดตามพระเยซู นี่อาจเป็นข่าวใหญ่ในเมือง ข่าวว่าลาซารัสฟื้นคืนชีพน่าจะไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม และผู้คนที่นั่นก็คาดหมายว่าพระเยซูก็กำลังเข้ามาในเมืองด้วย ชาวยิวเหล่านั้นคงคิดว่าพระเยซูต้องเป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอยมานาน การทำให้คนง่อยเดิน คนใบ้พูด หรือคนโรคเรื้อนหาย ไม่มีอะไรเทียบได้กับการทำให้คนตายฟื้นชีวิตขึ้นมา อันที่จริงลาซารัสที่ฟื้นคืนชีพเป็นประจักษ์พยานที่หนักแน่น ถ้าสมัยนั้นมีโซเชียลมีเดีย คงมีข่าวปาฏิหาริย์นี้ทาง Facebook YouTube และ TikTok ในโลกออนไลน์เป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกหัวหน้าปุโรหิตในช่วงเวลานั้นอิจฉาพระเยซูมาก พวกเขาเริ่มเสื่อมความนิยมลง และฝูงชนก็เริ่มติดตามพระเยซูแทนพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พวกหัวหน้าปุโรหิตวางแผนจะฆ่าพระเยซูในภายหลัง

เมื่อพระเยซูเข้าไปในเมือง ประชาชนก็เอาต้นอินทผลัมมาปูตามทาง ในมาระโก 11:8 เรามีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ผู้คนก็เอาเสื้อผ้าของตนปูขวางทางด้วย การทำเช่นนั้นสิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับบุคคลนั้นในฐานะผู้พิชิตหรือกษัตริย์

แอดมินอยากให้เราดู ยอห์น 12:13 ดีๆ

ประชาชนตะโกนว่าอย่างไร? พวกเขาตะโกนว่า ‘โฮซันนา’ คำนี้หมายถึงอะไร? ให้เราไปที่สดุดี 118:25-26

(สดุดี 118:25)  โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดเถิด โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ บัดนี้ขอประทานความจำเริญแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด
(สดุดี 118:26)  ขอให้ท่านผู้เข้ามาในพระนามของพระเยโฮวาห์จงได้รับพระพร ข้าพเจ้าทั้งหลายอวยพรท่านทั้งหลายจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์

คำว่า ‘โฮซันนา’ หมายถึง ‘ขอช่วยให้รอดเดี๋ยวนี้เถิด’ หากคุณจำได้ ในช่วงเวลานั้นชนชาติอิสราเอลอยู่ภายใต้การยึดครองของโรมัน ประเทศถูกปกครองโดยโรม สิ่งที่ชาวยิวต้องการจริงๆ คือได้รับอิสรภาพ และมีเสรีภาพจากการปกครองของพวกโรมัน ชาวยิวต้องการใครสักคนที่เข้มแข็ง และมีอำนาจมากพอที่จะโค่นล้มรัฐบาลโรมันได้ ในใจพวกเขาต้องการให้พระเมสสิยาห์ทำงานนี้เพื่อพวกเขา เมื่อได้เห็นและได้ยินว่าพระเยซูเพิ่งทำปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ในการทำให้คนตายฟื้นชีพขึ้นมา พวกเขาต้องคิดว่าพระเยซูมีอำนาจพอที่จะกำจัดพวกโรมันและคืนเสรีภาพให้กับชนชาติอิสราเอลได้เป็นแน่

สิ่งที่ชาวยิวต้องการ คือ การได้รับอิสรภาพกลับคืนมาในฐานะชนชาติที่ยิ่งใหญ่และมีความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้แสวงหาการปลดปล่อยทางฝ่ายจิตวิญญาณ หรือสนใจเรื่องการยกโทษบาป การไถ่บาปจากพระเจ้าของพวกเขา

เรื่องนี้ยังคงเป็นจริงสำหรับคนในยุคปัจจุบันที่ส่วนมากมักสนใจไปกับเรื่องทางวัตถุ เรื่องทางกาย บางคนต้องการให้พระเยซูรักษาพวกเขาจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนต้องการให้พระเยซูแก้ไขปัญหาทางการเงิน บางคนอยากให้พระเยซูช่วยในเรื่องหน้าที่การงาน

เป็นเรื่องยากที่จะหาใครสักคนที่ต้องการให้พระเยซูช่วยแก้ปัญหาความบาปของพวกเขา

เราต้องถามตัวเองด้วยเช่นกัน

ทุกวันนี้เราต้องการพระเยซูก็เพียงเพราะเรื่องทางวัตถุ เรื่องทางกายของเราเป็นหลักหรือไม่?

พระเจ้าห่วงใยเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณของเรามากกว่า

เรามาดูฉากหลักตอนที่พระเยซูเข้ากรุงเยรูซาเล็มกัน กับ ยอห์น 12:14-15

(ยอห์น 12:14)  และเมื่อพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่งจึงทรงลานั้นเหมือนดังที่มีคำเขียนไว้ว่า
(ยอห์น 12:15)  `ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย ดูเถิด กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา’

เราเห็นฉากที่พระเยซูขี่ลาเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม เราอาจประหลาดใจกับข้อพระคำที่อ่านไป ตาม​ปกติแล้ว ประวัติศาสตร์วาด​ภาพ​ของ​ผู้​มี​ชัย​หรือจอม​กษัตริย์​ที่​ชนะ​สงคราม​อย่าง​ยิ่งใหญ่ ขี่​สัตว์​ที่​สง่า​ผ่าเผยอย่างเช่น ​ม้า​ขาว แต่ลาสัตว์ตัวนี้ต่ำต้อยมาก

ครั้งแรกตอนที่พระเยซูมายังโลกใบนี้ พระองค์มาด้วยท่าทีที่ถ่อมตน ซึ่งเห็นได้จากฉากการเกิดของพระองค์ในฐานะทารกบนรางหญ้า พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่ปรากฏกายเป็นมนุษย์ (1 ทิโมธี 3:16) พระเจ้าผู้เต็มใจสละบัลลังก์แห่งสวรรค์ พระสิริ และคำสรรเสริญทั้งหมดลงมาสู่โลกนี้ โลกที่เต็มไปด้วยบาปก็เพราะอาดัมเมื่อครั้งอยู่ในสวนเอเดน

คุณเคยคิดบ้างไหมว่าในฐานะเด็กทารก พระเยซูจะต้องได้รับการป้อนอาหารด้วย? ลองนึกภาพมารีย์ บอกพระเยซูว่า ‘ถึงเวลากินข้าวแล้วลูก’ หรือ ‘พระเยซู ถึงเวลาเข้านอนแล้วลูก’ หรือ ‘พระเยซู ทานผักด้วยนะ’ บ่อยครั้ง เราคิดแต่ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับความเป็นมนุษย์ของพระองค์

พระเจ้าแห่งสวรรค์ที่ต้องมีใครสักคนมาป้อนอาหารตอนยังเป็นเด็กทารก!

พระเจ้าต้องแสดงความถ่อมใจต่อเรามากเพียงใดเมื่อพระองค์มายังโลกนี้เป็นครั้งแรก!

ข้อพระคัมภีร์ที่เราเพิ่งอ่านทำให้คำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมใน เศคาริยาห์ 9:9 เป็นจริงด้วย

(เศคาริยาห์ 9:9)  โอ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ บุตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงโห่ร้อง ดูเถิด กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความชอบธรรมและความรอด พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา ทรงลูกลา

คำพยากรณ์บอกชาวยิวว่าพระเมสสิยาห์ของพวกเขาจะมา พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกเขา และพระองค์จะขี่ลาตัวหนึ่งเข้ากรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จลง ความรอดที่พระเยซูนำมาคือ ความรอดจากบาปของพวกเขา ไม่เพียงแต่สำหรับชาวยิวเท่านั้น แต่สำหรับบาปของคนทั้งโลกด้วย (1 ยอห์น 2:2) อย่างไรก็ตาม ความรอดที่ชาวยิวมองหา คือ การปลดปล่อยประเทศชาติจากการกดขี่ของพวกโรมัน พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาตาย และชดใช้บาปของพวกเขา สำหรับชาวยิว เรื่องฝ่ายจิตวิญญาณไม่สำคัญต่อพวกเขาเท่าไหร่ ส่วนการมีชีวิตที่ถูกต้องกับพระเจ้าก็ไม่ได้มีความสำคัญสักเท่าใด

เรามาอ่านข้อพระคำต่อมาใน ยอห์น 12:16

(ยอห์น 12:16) ทีแรกพวกสาวกของพระองค์ไม่เข้าใจในเหตุการณ์เหล่านั้น แต่เมื่อพระเยซูทรงรับสง่าราศีแล้ว เขาจึงระลึกได้ว่า มีคำเช่นนั้นเขียนไว้กล่าวถึงพระองค์ และคนทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นถวายพระองค์

ตลอดพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม (มัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น) พระเยซูมักบอกสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องทนทุกข์ ถูกทรยศ ถูกตีให้ฟกช้ำ และต้องตายลง สำหรับเราในฐานะคริสเตียนภายใต้คริสตจักรพันธสัญญาใหม่ที่มีพระคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ได้เอาไว้อ่าน สิ่งที่พระเยซูพูดนี้ดูชัดเจน แต่สำหรับสาวกเหล่านั้น พวกเขายังไม่มีพระธรรมมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น รวบรวมเป็นสำเนาเลย สิ่งที่พวกเขามีในตอนนั้นคือสำเนาพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งมักอ่านในธรรมศาลาของพวกเขา ถึงตอนนั้น พันธสัญญาเดิมยังมีพระคัมภีร์ที่พูดถึงพระเมสสิยาห์ผู้มาเพื่อตาย และชดใช้บาปของโลกด้วย ที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันคืออยู่ในพระคำ อิสยาห์ 53

พูดตามตรง ถ้าผมเป็นสาวกในสมัยนั้นที่อยู่ใต้การกดขี่ของโรมัน ได้เห็นการอัศจรรย์ต่างๆ ที่พระเยซูทำ โดยเฉพาะปาฏิหาริย์ใหญ่ๆ เช่น ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมา ผมก็คงไม่นึกถึงสิ่งอื่นใดนอกจากที่ต้องเป็นพระเยซูคนนี้ ผู้ที่สามารถช่วยนำประชาชาติอิสราเอลกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พระเยซูต้องสามารถโค่นล้มชาวโรมันเหล่านั้นด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ได้ ผมจะไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับคนที่กำลังจะมาตาย

หากจำได้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เราเห็นเปโตร สาวกคนหนึ่งของพระเยซู เมื่อพระเยซูถามว่าพระองค์เป็นใคร เปโตรให้คำตอบที่ถูกต้อง โดยกล่าวว่าพระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เปโตร ตอบถูกต้อง จากนั้นพระเยซูเริ่มบอกอีกครั้งว่าพระองค์จะต้องไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ต้องทนทุกข์ทรมาน จากมือ พวกหัวหน้าปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์ แล้วจะทำให้ถึงแก่ความตาย ในคำพูดนั้น พระเยซูบอกด้วยว่าถึงแม้พระองค์จะตาย แต่พระองค์จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม (มัทธิว 16:21) ดูเหมือนว่าเปโตรไม่ได้สนใจส่วนที่พระเยซูบอกว่าพระองค์จะฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง เปโตรกังวลเฉพาะสิ่งที่พระเยซูพูดเกี่ยวกับการตายของพระองค์เท่านั้น พระคัมภีร์กล่าวว่าเปโตรถึงกับตำหนิพระเยซูที่พูดสิ่งเหล่านี้ (มัทธิว 16:22) ในข้อถัดไป พระเยซูทรงตำหนิเปโตรอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ (มัทธิว 16:23)

พระเยซูมีภารกิจที่ชัดเจนอยู่ในใจตั้งแต่วันแรกที่พระองค์มายังโลกนี้เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว และภารกิจนั้นจะต้องสำเร็จในวันที่พระองค์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน หลั่งเลือดของพระองค์เอง และตายลงในฐานะผู้ไถ่บาป เพื่อชำระบาปของมวลมนุษยชาติ หากวันนั้นพระเยซูฟังเปโตร และตัดสินใจว่าจะไม่ไปที่ไม้กางเขนเพื่อตาย วันนี้เราจะไม่ได้รับความรอดสำหรับจิตวิญญาณของเรา ความบาปของเราก็จะไม่ได้รับการชดใช้อย่างหมดจด ซึ่งนำไปสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด และการลงโทษชั่วนิรันดร์ในนรก

คุณดีใจไหมที่มีพระเจ้าที่รักษาสัญญา และทำตามสิ่งที่พระองค์บอกว่าจะทำเสมอไป?

สาวกคนอื่นๆ และผู้ติดตามพระเยซูในเวลานั้นไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูพยายามบอกพวกเขา พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตาย ซึ่งเห็นได้ชัดในวันที่พระองค์ฟื้นคืนชีพ พวกเขาก็ไม่อยู่ที่อุโมงค์ในวันที่สามด้วยซ้ำ เพื่อจะได้เป็นพยานถึงสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้ว่าเป็นความจริง

ยอห์น 12:16 กล่าวต่อไปว่าเมื่อพระเยซูฟื้นคืนชีพตามที่พระองค์พูดก่อนหน้าแล้ว เหล่าสาวกก็นึกถึงสิ่งที่พระเยซูพูดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันเหมือนกับช่วงเวลา ‘อะฮ่า’ สำหรับพวกเขา ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจในสิ่งที่พระเยซูพูดเกี่ยวกับการถูกทรยศ ถูกทุบตี ถูกฆ่า และฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันที่สาม

ให้เราอ่าน ยอห์น 12: 17 – 19 ต่อไป

(ยอห์น 12:17)  เหตุฉะนั้นคนทั้งปวงซึ่งได้อยู่กับพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงเรียกลาซารัสให้ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ และทรงให้เขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย ก็เป็นพยานในสิ่งเหล่านี้
(ยอห์น 12:18)  เหตุที่ประชาชนพากันไปหาพระองค์ ก็เพราะเขาได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์นั้น
(ยอห์น 12:19)  พวกฟาริสีจึงพูดกันว่า “ท่านเห็นไหมว่า ท่านทำอะไรไม่ได้เลย ดูเถิด โลกตามเขาไปหมดแล้ว”

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวอันเหลือเชื่อของลาซารัสที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ผู้ที่เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์นั้นยังจำได้เต็มตา นั่นเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งว่าทำไมพระเยซูจึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อเข้าสู่เมือง ชาวยิวไปตามหาพระองค์ เพราะพวกเขาได้ยินเรื่ออัศจรรย์ที่พระองค์ได้ทำ

แต่พวกฟาริสีตกอยู่ในสภาพลำบาก พวกเขายืนดู ขณะที่ทุกคนหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเพื่อต้อนรับพระเยซู พวกเขาบอกให้ทุกคนกลับมารายงานถ้ารู้ว่าพระเยซูอยู่ที่ไหน ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว แต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้ พวกเขากระซิบกัน ประมาณว่า “คุณไม่เห็นหรือว่าเราไร้พลัง ดูสิ ทุกคนกำลังติดตามพระเยซูไปกันหมดแล้ว!” แผนการของพวกเขาพังทลาย!

ตอนนี้ให้เรามาดูว่าจะนำความจริงในพระคัมภีร์เรื่องเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร

1. เข้าใจพันธกิจของพระเยซู

 ที่เราต้องถามตัวเองคือ เป็นไปได้ไหมที่จะใกล้ชิดกับพระเจ้า แต่ยังไม่เข้าใจว่าพระองค์กำลังพยายามบอกอะไรเรา?

คำตอบก็ชัดเจนจากเรื่องที่เราเพิ่งอ่านไป เราเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่ปรากฏกายเป็นมนุษย์ สาวกเหล่านั้นร่วมเดินทางกับพระเจ้า พูดคุยกับพระเจ้า และพระเจ้าบอกพวกเขาทุกสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่เข้าใจและพลาดประเด็นของพระองค์ พระเยซูพยายามบอกพวกเขาหลายครั้งว่าจุดประสงค์ของพระองค์บนโลกนี้คือการมาตายและชดใช้บาปของโลก สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น มิฉะนั้นก็จะไม่มีความรอดจากบาปสำหรับมวลมนุษยชาติ พระเยซูพูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ฟัง

เมื่อเรามัวแต่สนใจกับเรื่องทางโลกมากขึ้น เป็นเรื่องยากที่จะได้ยินจากพระเจ้า

ใช่ เราอาจอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ไปโบสถ์ และฟังเทศน์ แต่ใจของเราอยู่ที่ไหนเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์? หรือเรามัวแต่นึกถึงเรื่องดูแลครอบครัว เรื่องที่ทำงาน เรื่องการเงิน? เวลาฟังเทศน์ ใจเราอยู่ที่ไหน? หรือกำลังคิดว่าจะกินอะไรเป็นอาหารกลางวันดี และจะไปที่ไหนหลังโบสถ์ดี?

ประเด็นก็คือ คุณสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า แต่ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์พยายามจะบอกคุณ

ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่างานของพระเยซูเมื่อพระองค์มายังโลกนี้เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว คือการมาตายและชดใช้บาปของทุกคน ถ้าอย่างนั้นเราไม่ควรคาดหวังผิดๆ ว่าพระเจ้าจะทำให้ชีวิตเรามีเงินมากขึ้น รักษาสุขภาพให้แข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีปัญหาชีวิตและความเจ็บปวด ถ้าเราไม่เข้าใจหลักการนี้ และเมื่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตเราไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เราจะผิดหวังกับพระเจ้าอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งตำหนิพระองค์ในเรื่องนั้น

พระเจ้าห่วงใยสภาพฝ่ายจิตวิญญาณของผู้คนและที่สำคัญกว่านั้น พระองค์ห่วงใยจิตวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้นพระบัญชาสุดท้ายของพระองค์ที่มีต่อผู้เชื่อทุกคนก็ชัดเจนเช่นกัน ให้เราอ่านมาระโก 16:15

(มาระโก 16:15) ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน

นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้บอกเรา คริสเตียนมักอยากรู้ว่าพระเจ้าต้องการให้พวกเขาทำอะไร ข้อพระคัมภีร์ที่เราอ่านบอกเราว่า พระเจ้าต้องการให้เราไปบอกคนอื่นๆ เกี่ยวกับการตาย การถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนชีพจากตายของพระเยซูแก่ทุกคน

เรื่องนี้ยังเป็นงานหลักของคริสตจักรท้องถิ่น และนั่นคือสาเหตุที่วิสัยทัศน์คริสตจักรแบ๊พติสต์เป็นไทของเราเริ่มต้นด้วย ‘ประกาศ (ข่าวประเสริฐ) ติดตาม และรับใช้’ นั่นเอง

เช่นเดียวกับสาวกเหล่านั้น เราอาจเคยได้ยินสิ่งที่พระเจ้าบอกเรา แต่ความกังวลของโลกนี้ครอบงำจิตใจเรามากจนเราไม่ได้ยินสิ่งที่พระองค์พยายามบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตเป็นเรื่องยาก ไม่ต้องสงสัยเลย ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว การเงิน ลูก และสุขภาพ หากเราไม่ระวัง สิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีความสำคัญในชีวิตของเรา และเราจะพลาดพื้นฐานของสิ่งที่เราควรทำในฐานะคริสเตียน

เราต้องจัดการความรับผิดชอบต่างๆ เช่น ครอบครัว งาน และสุขภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลการเติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณและรักษาสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในปัจจุบัน คือความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้พวกเรามีความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งต่อจิตวิญญาณของผู้อื่น ผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอด ให้เราแสดงความรัก และความห่วงใยของพระเยซูต่อผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์

2. ยอมรับความอ่อนน้อมถ่อมตน

การเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างถ่อมใจของพระเยซูโดยขี่ลา เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของความอ่อนน้อมถ่อมตนสำหรับคริสเตียน พระเยซูคือพระเจ้าที่ปรากฏกายเป็นมนุษย์ และได้มายังโลกนี้ เรารู้ว่าผลของความบาปที่เกิดจากอาดัมนั้นร้ายแรง และพระเจ้าต้องเข้ามาแทรกแซง บัลลังก์สวรรค์เป็นที่ซึ่งพระเยซูประทับอยู่ มีการสรรเสริญจากกองทัพสวรรค์ และเหล่าทูตสวรรค์ นี่คือสิ่งที่พระองค์สมควรได้รับ พระเยซูมีทั้งหมดนี้ก่อนที่จะลงมายังโลกนี้

เมื่อพระเยซูลงมายังโลกนี้ในฐานะพระเจ้าและมนุษย์โดยสมบูรณ์ พระองค์ได้อะไร? เพื่อนๆของพระองค์ยังคิดว่าพระองค์เสียสติไปแล้ว (มาระโก 3:21) เหล่าสาวกที่พระองค์ใช้เวลาอยู่ด้วย และแสดงปาฏิหาริย์ยังหนี ทิ้งพระองค์ไป (มาระโก 14:50) ฉากที่น่าตกใจ คือพระเยซูยอมให้ทหารถ่มน้ำลายใส่พระองค์ และทุบศีรษะพระองค์ (มัทธิว 27:30) พระเจ้าอนุญาตให้ผู้คนทุบศีรษะพระองค์!

ผมอยากให้คุณคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระผู้สร้างจำเป็นต้องมาเจอเรื่องทั้งหมดนี้จริงๆหรือ? พระองค์จำเป็นต้องไปไกลขนาดนี้และถ่อมตัวลงต่ำเช่นนี้หรือ? เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความอ่อนน้อมถ่อมตนจากพระเยซู ผู้เป็นแบบอย่างดีที่สุด

คุณดีใจไหมที่พระเจ้าไม่เพียงแต่สอนเราว่าต้องทำอะไร แต่ยังทำตามสิ่งที่พระองค์สอนด้วย?

พันธสัญญาใหม่เน้นหลักการนี้เช่นกัน ให้เราอ่านฟิลิปปี 2:5-8

(ฟิลิปปี 2:5)  ท่านจงมีน้ำใจอย่างนี้ เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงมีด้วย
(ฟิลิปปี 2:6)  พระองค์ผู้ทรงอยู่ในสภาพพระเจ้ามิได้ทรงเห็นว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นการแย่งชิงเอาไปเสีย
(ฟิลิปปี 2:7)  แต่ได้ทรงกระทำพระองค์เองให้ไม่มีชื่อเสียงใดๆ และทรงรับสภาพอย่างผู้รับใช้ ทรงถือกำเนิดในลักษณะของมนุษย์
(ฟิลิปปี 2:8)  และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน

หากเราอยากนำหลักการพระคัมภีร์นี้ไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เราควรหาโอกาสรับใช้และช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คาดหวังการยอมรับหรือรางวัล สิ่งนี้ขัดแย้งกับเนื้อหนังของเรา เนื้อหนังอยากได้สิ่งต่างๆ เช่น ‘เฮ้ ดูฉันสิ’ ‘บอกฉันว่าฉันเก่งแค่ไหน’ หรือ ‘ฉันสมควรได้รับมากกว่านี้’

หากรางวัลหรือการยอมรับต่องานที่เราทำเพื่อพระเยซู ไม่มีปรากฏชัดในชีวิตนี้

คุณยังจะทำมันต่อไปหรือไม่?

เราต้องการให้พระเจ้าช่วยเราพัฒนาทัศนคตินี้ให้เป็นเหมือนพระเยซู โดยที่พระเจ้ามาก่อน คนอื่นๆ มาเป็นรอง และตัวเราเองจะอยู่ลำดับสุดท้าย

ขอพระเจ้าโปรดช่วยเราเมื่อเราเดินกับพระองค์ในทุกๆวัน

แอดมิน

อ้างอิง:
Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.
Tyndale (Series Ed.). (2003). Life application study bible-KJV-large print. Wheaton, IL: Tyndale House.

Share

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *