น้อมรับคำสัญญาของพระเจ้า
สวัสดีครับทุกคน วันนี้แอดมินอยากให้ทุกคนมาดูกันในพระคัมภีร์ว่า เรามีพระเจ้าที่รักษาคำสัญญาและทำตามสิ่งที่พระองค์พูดเสมอ
คำสัญญาที่เริ่มเปิดเผย
หลังจากที่อาดัมละเมิดคำสั่งง่ายๆ ข้อเดียวของพระเจ้าโดยการกินผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่ว (ปฐมกาล 3:6) ความบาปก็เข้ามาในโลก (โรม 5:12) พระเจ้าสามารถลงโทษทั้งอาดัมและเอวาได้ สามารถทำให้พวกเขาตายทันทีได้ในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์เปิดเผยถึงพระคุณของพระเจ้าที่มีให้แก่คู่สามีภรรยาคู่นี้ เรารู้จากพระคัมภีร์ว่าซาตาน ซึ่งปรากฏเป็นงูในปฐมกาลบทที่ 3 หลอกเอวาให้ทานผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่วจนสำเร็จ นางก็ได้ยื่นให้สามีนาง แล้วเขาก็กิน นี่เป็นโศกนาฏกรรม ปัญหาทั้งหมดที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น สงคราม อาชญากรรม และการผิดศีลธรรมอื่นๆ เป็นผลโดยตรงจากความบาปที่เข้ามาในโลก
พระคัมภีร์ได้บอกเราถึงต้นตอของปัญหาสังคมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกๆวัน ซึ่งผลก็มาจากความบาปที่เข้ามาในโลกนั่นเอง แต่พระเจ้าเองก็มีวิธีแก้ไขปัญหาความบาปนี้ เราเรียนรู้จากพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าค่อยๆเปิดเผยแผนการของพระองค์เกี่ยวกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า นั่นคือจะมีผู้หนึ่งเข้ามาในโลกนี้เพื่อแก้ไขปัญหาความบาป และผู้นี้จะเอาชนะอำนาจของซาตาน (ปฐมกาล 3:15)
คำสัญญาต่ออับราฮัม
เรื่องราวในพระคัมภีร์ก็ดำเนินต่อไป เราได้รู้จักกับอีกบุคคลหนึ่งคือ อับราฮัม โดยความเชื่อ เขาตอบรับต่อการเรียกของพระเจ้า ออกเดินทางจากประเทศและญาติพี่น้อง เขาเดินทางไปยังดินแดนที่พระเจ้าสัญญาว่าจะมอบให้ (ปฐมกาล 12:1) ที่น่าสนใจคือพระเจ้าไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมดว่าอับราฮัมจะเดินทางไปที่ไหน และจะพบเจออะไรบ้าง อับราฮัมเพียงแค่เชื่อฟังและทำตามที่พระเจ้าขอให้เขาทำ พระเจ้าอวยพรอับราฮัม และทุกครอบครัวทั่วโลกก็จะได้รับพรเช่นกัน (ปฐมกาล 12:3) พระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าพระพรนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
คำสัญญาต่อดาวิด
บุคคลต่อมาที่เราเรียนกันไปคือ กษัตริย์ดาวิด เขาเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของอิสราเอล สืบต่อจากกษัตริย์ซาอูล ผู้ไม่เชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า ส่งผลให้พระเจ้าปฏิเสธเขา (1 ซามูเอล 13:13-14; 1 ซามูเอล 15:23) พระเจ้าเลือกดาวิดให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ภูมิหลังของดาวิดคือเด็กเลี้ยงแกะเมื่อพระเจ้าเรียกเขาครั้งแรก (1 ซามูเอล 16:13) พระเจ้าสัญญากับดาวิดถึง ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ (2 ซามูเอล 7:9) แผ่นดินอิสราเอล (2 ซามูเอล 7:10) การพักสงบที่ไม่ถูกรบกวน (2 ซามูเอล 7:10-11) และราชวงศ์อันเป็นนิรันดร์ (2 ซามูเอล 7:16)
ต่อมาพระคัมภีร์ได้เปิดเผยคำพยากรณ์อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับผู้ที่จะมาปกครองและครอบครองบัลลังก์ของดาวิดตลอดไป (อิสยาห์ 7:14 และอิสยาห์ 9:6-7) ให้เราอ่านข้อคำพยากรณ์เหล่านี้ด้วยกัน
เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล (อิสยาห์ 7:14)
ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า “ผู้ที่มหัศจรรย์ ที่ปรึกษา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช” เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่มีที่สิ้นสุดเหนือพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ ที่จะสถาปนาไว้ และเชิดชูไว้ด้วยความยุติธรรมและด้วยความเที่ยงธรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดร์กาล ความกระตือรือร้นของพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะกระทำการนี้ (อิสยาห์ 9:6-7)
เพราะว่าเรามีพระคัมภีร์ เราจึงรู้ได้ว่าบุคคลแห่งคำพยากรณ์นี้คือองค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งเราจะศึกษาเพิ่มเติมกันในวันนี้ ในพระธรรมมัทธิว 2 เราจะอ่านข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมหลายข้อเกี่ยวกับคำพยากรณ์เหล่านี้ด้วย ขอให้เตรียมพระคัมภีร์ของคุณให้พร้อม พระคำหลายข้อในพันธสัญญาใหม่อ้างอิงข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมโดยตรง ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจบริบทอย่างถ่องแท้ เราต้องย้อนกลับไปดูข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิงเหล่านั้น
คำสัญญาบรรลุในพระเยซูคริสต์
ครั้นพระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด ดูเถิด มีพวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม ถามว่า “กุมารที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้ยินดังนั้นแล้ว ท่านก็วุ่นวายพระทัย ทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจไปกับท่านด้วย (มัทธิว 2:1-3)
ตอนนี้เรามารู้จักกับนักปราชญ์ นักปราชญ์เหล่านี้มาจากทิศตะวันออก พวกเขาเดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม เราไม่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงว่ามีกี่คนที่ได้พบกับกษัตริย์เฮโรดซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการปกครองที่โหดเหี้ยม นำไปสู่การฆาตกรรมลูกๆและการเสียชีวิตของภรรยาของเขา กษัตริย์เฮโรดเป็นห่วงเรื่องการปกครองของของเอง กลัวว่าบัลลังก์ของเขาจะถูกยึดไป
พวกนักปราชญ์ถามกษัตริย์เฮโรดว่า กษัตริย์ของชนชาติยิวได้เกิดมาที่ไหน จากพระคัมภีร์ เรารู้ว่านักปราชญ์เหล่านี้ติดตามดวงดาวมา และเดินทางไกลเพื่อมาพบกับกษัตริย์องค์ใหม่ของชาวยิวที่เกิดมา ความปรารถนาของพวกเขาคือมาพบและนมัสการพระองค์ เมื่อกษัตริย์เฮโรดได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกเป็นทุกข์ เขาเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง และถูกคุกคาม ให้เราอ่านข้อถัดไป
แล้วท่านให้ประชุมบรรดาปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์ของประชาชน ตรัสถามเขาว่า พระคริสต์นั้นจะบังเกิดแห่งใด เขาทูลท่านว่า “ที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย เพราะว่าศาสดาพยากรณ์ได้เขียนไว้ดังนี้ว่า `บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย จะเป็นบ้านเล็กน้อยที่สุดท่ามกลางบรรดาผู้ครองของยูเดียก็หามิได้ เพราะว่าเจ้านายคนหนึ่งจะออกมาจากท่าน ผู้ซึ่งจะปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา'” (มัทธิว 2:4-6)
กษัตริย์เฮโรดจริงจังกับเรื่องราวของกษัตริย์ชาวยิวองค์นี้ และต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม เขาจึงเรียกหัวหน้าปุโรหิตและธรรมาจารย์ทุกคนมาให้ข้อมูล ในอิสราเอลสมัยโบราณ พวกธรรมาจารย์คือผู้ที่ได้รับการศึกษา และรับผิดชอบในการรักษาพระคัมภีร์ พวกเขาบอกกษัตริย์เฮโรดว่าพระเมสสิยาห์จะมาเกิดที่เมืองเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย ซึ่งหมายถึงคำพยากรณ์ที่มีกล่าวไว้ในพระธรรมมีคาห์ 5:2
เบธเลเฮม เอฟราธาห์เอ๋ย แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาคนยูดาห์ที่นับเป็นพันๆ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล (มีคาห์ 5:2)
คำพยากรณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรนี้บันทึกไว้กว่า 700 ปีก่อนการมาครั้งแรกของพระเยซูคริสต์ ข้อนี้มีความสำคัญเช่นกัน โดยบอกเราถึงคุณลักษณะของพระเจ้าว่าพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิจ พระองค์มาในร่างมนุษย์ มาเป็นเกิดเป็นพระเยซูคริสต์ (1 ทิโมธี 3:16) เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่น่าสนใจใช่ไหม? พระคัมภีร์ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจง แม้แต่สถานที่เกิดของพระเมสสิยาห์ และมันก็เกิดขึ้นจริง ดังนั้นเราจึงวางใจได้ว่าพระคัมภีร์เป็นพระคำที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
ให้เราอ่านข้อถัดไป
แล้วเฮโรดจึงเชิญพวกนักปราชญ์เข้ามาเป็นการลับ สอบถามเขาอย่างถ้วนถี่ถึงเวลาที่ดาวนั้นได้ปรากฏขึ้น และท่านได้ให้พวกนักปราชญ์ไปยังบ้านเบธเลเฮมสั่งว่า “จงไปค้นหากุมารนั้นอย่างถี่ถ้วนกันเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เรา เพื่อเราจะได้ไปนมัสการท่านด้วย” (มัทธิว 2:7-8)
เมื่อกษัตริย์เฮโรดถามนักปราชญ์เหล่านี้ว่าดาวดวงนั้นปรากฏขึ้นเมื่อใด และพิจารณาพร้อมกับคำสั่งให้ฆ่าเด็กทุกคนที่มีอายุไม่เกิน 2 ขวบในเมืองเบธเลเฮม แสดงว่านักปราชญ์เหล่านี้อาจเคยเห็นดาวดวงนี้เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณสองปีก่อน เราทำได้เพียงคาดเดาว่าดาวนั้นปรากฏขึ้นในเวลาที่พระเยซูคริสต์เกิด หรือพระเจ้าอาจให้ดาวนั้นปรากฏบนท้องฟ้าก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเกิดเพื่อประกาศการมาของพระองค์ อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์เหล่านี้ไตร่ตรองเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้วจึงเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เรายังเห็นการตีสองหน้าและความหึงหวงของกษัตริย์ เฮโรดอย่างชัดเจนอีกด้วย เขาไม่ได้ตั้งใจจะมานมัสการพระเยซูอย่างที่บอกพวกนักปราชญ์ ต่อมาในเรื่องนี้ เราจะเห็นว่ากษัตริย์เฮโรดได้ออกคำสั่งให้สังหารเด็กเล็กๆ ในเมืองเบธเลเฮมอย่างชั่วร้าย
ให้เราอ่านเพิ่มเติมและดูว่าเรื่องราวดำเนินไปอย่างไร
ครั้นพวกเขาได้ฟังกษัตริย์แล้ว เขาก็ได้ลาไป และดูเถิด ดาวซึ่งเขาได้เห็นในทิศตะวันออกนั้นก็ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น เมื่อพวกนักปราชญ์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว เขาก็มีความชื่นชมยินดียิ่งนัก ครั้นพวกเขาเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ (มัทธิว 2:9-11)
หลังจากพบกับกษัตริย์เฮโรดแล้ว นักปราชญ์เหล่านี้ก็เดินทางอีกครั้ง ดาวที่พวกเขาติดตามไปก่อนหน้านี้ก็พาพวกเขาไปยังสถานที่ซึ่งพระเยซูคริสต์อยู่ พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนว่าเมื่อนักปราชญ์มาพบพระเยซู พระองค์ก็ไม่ใช่เด็กทารกอีกต่อไป พระคัมภีร์บอกเราว่าในตอนนั้นพระเยซูเป็นพระกุมารแล้ว สถานที่ที่พวกเขาพบพระเยซูและมารีย์คือที่บ้าน เห็นได้ชัดว่านักปราชญ์ไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขาที่รางหญ้า ดังที่มักจะแสดงมาในภาพฉากการเกิดของพระเยซูคริสต์
เมื่อนักปราชญ์เหล่านี้พบพระกุมารเยซู พวกเขาก็นมัสการพระองค์ พวกเขายังนำของขวัญมาด้วย ได้แก่ ทองคำ กำยาน และมดยอบ ของขวัญทั้งสามนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงตัวตนของพระเยซู และสิ่งที่พระองค์จะทำให้สำเร็จ ทองคำเป็นของขวัญสำหรับกษัตริย์ กำยานเป็นของขวัญสำหรับความเป็นพระเจ้า และมดยอบเป็นเครื่องเทศที่ใช้เจิมเพื่อฝังศพ นักปราชญ์เหล่านี้นำของขวัญนี้มาและนมัสการพระเยซูอย่างที่พระองค์เป็น นี่คือแก่นแท้ของการนมัสการที่แท้จริง การถวายเกียรติพระเยซูในแบบที่พระองค์เป็น และการเต็มใจที่จะมอบสิ่งที่มีค่าสำหรับคุณให้กับพระองค์
ให้เราอ่านข้อ 12-15 และดูว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปในเรื่อง
และพวกนักปราชญ์ได้ยินคำเตือนจากพระเจ้าในความฝัน มิให้กลับไปเฝ้าเฮโรด เขาจึงกลับไปยังบ้านเมืองของตนทางอื่น ครั้นเขาไปแล้ว ดูเถิด ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมารเพื่อจะประหารชีวิตเสีย” ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาไปยังประเทศอียิปต์ และได้อยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้ตรัสไว้โดยศาสดาพยากรณ์ว่า `เราได้เรียกบุตรชายของเราออกมาจากประเทศอียิปต์’ (มัทธิว 2:12-15)
พระเจ้าได้เตือนนักปราชญ์ว่าอย่ากลับไปหากษัตริย์เฮโรด พวกนักปราชญ์จึงเดินทางกลับประเทศของตน พระเจ้ารู้ด้วยว่ากษัตริย์เฮโรดจะวางแผนสังหารพระกุมารเยซู พระองค์จึงส่งทูตสวรรค์มาบอกโยเซฟในความฝันว่าจะต้องพาพระกุมารเยซู และมารีย์หนีไปยังอียิปต์เพื่อพ้นจากการสังหารครั้งนี้ โยเซฟตื่นจากความฝัน พาพระกุมารเยซูและมารีย์ไปยังอียิปต์ทันทีในคืนนั้น บทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณ คือเมื่อพระเจ้าบอกให้คุณทำสิ่งใด คุณควรเชื่อฟังและทำทันที ในทุกวันนี้พระเจ้าอาจจะไม่มาบอกคุณในความฝัน แต่พระองค์ยังคงพูดกับคุณผ่านพระคำของพระองค์ในพระคัมภีร์ หากพระคัมภีร์บอกคุณว่ามีบางสิ่งที่ผิด และเป็นบาป คุณต้องฟังและหนีออกจากสิ่งนั้น
โยเซฟ มารีย์ และพระกุมารเยซูอาศัยอยู่ในอียิปต์จนกระทั่งกษัตริย์เฮโรดเสียชีวิต จากนั้นจึงกลับไปยังเมืองนาซาเร็ธ ข้อ 15 อ้างอิงถึงพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมในพระธรรมโฮเชยา 11:1 เรามาอ่านกันได้เลย
ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่ เราก็รักเขา เราได้เรียกบุตรชายของเราออกมาจากประเทศอียิปต์ (โฮเชยา 11:1)
พระคำข้อนี้บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้าที่ได้ช่วยเหลือชนชาติอิสราเอลจากการเป็นทาสในอียิปต์ และปลดปล่อยพวกเขา เราสามารถศึกษาเรื่องราวทั้งหมดได้ในพระธรรมอพยพ เมื่ออิสราเอลยังเป็นประเทศที่เพิ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัว อิสราเอลได้เดินทางไปยังอียิปต์ เหมือนกับที่พระเยซูเองได้ไปอยู่ที่อียิปต์เมื่อยังเป็นเด็ก ภายใต้การดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มัทธิวอ้างข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเยซูเป็นผู้ทำให้คำพยากรณ์นี้เป็นจริง
ต่อไป เราจะเห็นแผนการอันชั่วร้ายของกษัตริย์เฮโรดที่สั่งให้สังหารเด็กและทารกในเมืองเบธเลเฮม
ครั้นเฮโรดเห็นว่าพวกนักปราชญ์หลอกท่าน ก็กริ้วโกรธยิ่งนัก จึงใช้คนไปฆ่าเด็กทั้งหมดในบ้านเบธเลเฮมและที่ใกล้เคียงทั้งสิ้น ตั้งแต่อายุสองขวบลงมา ซึ่งพอดีกับเวลาที่ท่านได้ถามพวกนักปราชญ์อย่างถ้วนถี่นั้น ครั้งนั้นก็สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยเยเรมีย์ศาสดาพยากรณ์ว่า `ได้ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์ เป็นเสียงโอดครวญและร้องไห้และร่ำไห้เป็นอันมาก คือนางราเชลร้องไห้เพราะบุตรทั้งหลายของตน นางไม่รับฟังคำเล้าโลม เพราะว่าบุตรทั้งหลายนั้นไม่มีแล้ว’ (มัทธิว 2:16-18)
เรารู้จากพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าเตือนพวกนักปราชญ์ไม่ให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด ผมนึกภาพออกเลยว่ากษัตริย์เฮโรดโกรธแค่ไหนที่รู้ว่าพวกนักปราชญ์ไม่กลับมารายงานสถานที่ที่พบพระกุมารเยซู ด้วยเหตุนี้เขาจึงบัญชาคำสั่งอันชั่วร้ายให้ฆ่าเด็กทุกคนที่อยู่ในเบธเลเฮมและตามชายฝั่งทั้งหมดที่มีอายุตั้งแต่สองปีหรือต่ำกว่า ด้วยพระคำข้อนี้เราคาดการณ์ได้ว่าเมื่อนักปราชญ์ได้พบกับพระกุมารเยซู พระองค์น่าจะอายุประมาณสองขวบ ฉากอันน่าสยดสยองของการฆ่าเด็กนี้เป็นไปตามคำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมที่เขียนไว้ในพระธรรมเยเรมีย์ 31:15 อีกด้วย
พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้ว่า “ได้ยินเสียงในรามา เป็นเสียงโอดครวญและร่ำไห้ ราเชลร้องไห้คร่ำครวญเพราะบุตรทั้งหลายของตน นางไม่รับคำเล้าโลมในเรื่องบุตรทั้งหลายของตน เพราะว่าบุตรทั้งหลายนั้นไม่มีแล้ว” (เยเรมีย์ 31:15)
ราเชลที่พระคัมภีร์พูดถึงคือใคร? เธอเป็นภรรยาของยาโคบ อิสราเอล 12 เผ่ามาจากบุตรชาย 12 คนของยาโคบ ราเชลถูกฝังไว้ใกล้เบธเลเฮม (ปฐมกาล 35:19) สำหรับแม่ๆที่ลูกถูกสังหารตามคำสั่งของกษัตริย์เฮโรด นี่คงเป็นช่วงเวลาที่น่าสะเทือนใจ วันที่การกระทำอันน่าสยดสยองนี้เกิดขึ้น แอดมินไม่สามารถจินตนาการถึงการร้องไห้คร่ำครวญของแม่ๆเหล่านั้นในดินแดนนั้นได้
ต่อไปให้เราอ่านมัทธิว 2:19-23
ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ดูเถิด ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาปรากฏในความฝันแก่โยเซฟที่ประเทศอียิปต์ สั่งว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล เพราะคนเหล่านั้นที่แสวงหาชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว” โยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล แต่เมื่อได้ยินว่า อารเคลาอัสครอบครองแคว้นยูเดียแทนเฮโรดผู้เป็นบิดา จะไปที่นั่นก็กลัว และเมื่อได้ทราบการเตือนจากพระเจ้าในความฝัน จึงเลี่ยงไปยังบริเวณแคว้นกาลิลี ไปอาศัยในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะซึ่งตรัสโดยพวกศาสดาพยากรณ์ว่า `เขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเร็ธ’ (มัทธิว 2:19-23)
ขณะที่โยเซฟ มารีย์ และพระกุมารเยซูอยู่ที่อียิปต์ พระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์มาบอกโยเซฟว่ากษัตริย์เฮโรดได้เสียชีวิตแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องกลับไปยังดินแดนอิสราเอล เราเห็นโยเซฟแสดงความเชื่อฟังอีกครั้ง เขาทำตามที่ทูตสวรรค์ของพระเจ้าบอกไว้ เขากลับมายังแผ่นดินอิสราเอล เวลานั้นผู้ปกครองคือ อารเคลาอัส อารเคลาอัสเป็นลูกชายของกษัตริย์เฮโรด เขาปกครองดินแดนยูเดีย สะมาเรีย และอิดูเมีย เมื่ออ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เรารู้ได้ว่าอารเคลาอัสคงไม่ใช่คนดี เช่นเดียวกับกษัตริย์เฮโรดบิดาของเขา พระเจ้าเตือนโยเซฟเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย โยเซฟจึงตัดสินใจพามารีย์ และพระกุมารเยซูไปยังแคว้นกาลิลีและอาศัยอยู่ในเมืองนาซาเร็ธ
เราจะนำข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ที่เราเพิ่งอ่านและศึกษาไปมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างไร
เราสามารถวางใจพระคำของพระเจ้าได้เสมอ สิ่งที่พระเจ้าบอกว่าพระองค์จะทำ พระองค์ก็จะทำให้สำเร็จทุกอย่างไป
พระเจ้าบอกหรือไม่ว่าพระองค์จะมายังโลกนี้เพื่อช่วยผู้คนให้พ้นจากบาปของพวกเขา? เห็นได้ชัดว่าพระองค์พูดเช่นนั้น และได้ทำจริง
คุณดีใจไหมที่เรามีพระเจ้าเช่นนี้? ผู้ที่รักษาสัญญาของพระองค์เอง พระเจ้าจำสิ่งที่พระองค์พูดได้
แอดมินยังนึกถึงข้อพระคัมภีร์ใน ทิตัส 1:2-3 เรามาอ่านกันได้เลย
ด้วยหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่สามารถตรัสมุสา ได้ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก แต่ในเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ก็ได้ทรงโปรดให้พระวจนะของพระองค์ปรากฏด้วยการเทศนา ซึ่งข้าพเจ้าได้รับมอบไว้ ตามพระบัญญัติของพระเจ้าผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด (ทิตัส 1:2-3)
ผู้คนพูดว่าพระเจ้าสามารถทำทุกอย่างได้ แต่จากข้อพระคำนี้ที่เราเพิ่งอ่านไป มีสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าทำไม่ได้ พระคัมภีร์บอกว่าอย่างไร? พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าไม่สามารถโกหกได้ นี่คือตัวตนของพระเจ้า
นับตั้งแต่วินาทีที่ความบาปเข้ามาในโลกผ่านทางอาดัม ณ สวนเอเดน พระเจ้าได้ให้คำสัญญา คำสัญญาที่ว่าจะจัดเตรียมวิธีแก้ปัญหาความบาปนี้ เมื่อแอดมินอ่านปฐมกาล บทที่ 3 อีกครั้ง ราวกับว่าพระเจ้าได้สำแดงพระคุณของพระองค์ต่อทั้งอาดัมและเอวาในวันนั้น พระองค์พูดประมาณว่า ‘ใช่ ผลที่ตามมาจากบาปของเจ้านั้นร้ายแรงยิ่งนัก ชีวิตในโลกจะต้องลำบากทุกข์ยากมากขึ้นจากนี้เป็นต้นไป แต่เจ้าไม่ต้องกังวล เรามีทางออกของเรื่องนี้เตรียมไว้แล้ว’ เป็นที่น่าสังเกตว่าพระเจ้าเลือกที่จะมายังโลกนี้ด้วยตัวพระองค์เองเพื่อชดใช้ความบาปของเรา พระองค์ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้ แต่เพราะความรักที่พระเจ้ามีต่อพวกเรา พระองค์จึงทำเช่นนั้น
และพระองค์รักษาสัญญาหรือไม่?
แน่นอน! พระองค์ได้มาแล้ว!
พระเจ้ายังสัญญาด้วยว่าใครก็ตามที่วางใจในพระเยซูคริสต์จะมีชีวิตนิรันดร์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตาย ความรอดของพวกเขาแน่นอน
หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับความรอดของตัวเอง จงวางใจในพระวจนะของพระเจ้า เรามาดู พระธรรมกิจการ 16:30-31 เพื่อความแน่ใจกันดีกว่า
และพาท่านทั้งสองออกมาแล้วว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดได้” เปาโลกับสิลาสจึงกล่าวว่า “จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ 16:30-31)
วันนี้บาปทั้งหมดของคุณสามารถได้รับการยกโทษ คุณสามารถมั่นใจว่าเมื่อตายไป คุณจะได้เข้าสู่สวรรค์ ขอให้คุณวางใจในสิ่งที่พระเจ้าพูดว่า “คุณเป็นคนบาป พระเยซูคริสต์มาตายเพื่อชดใช้บาปของคุณบนไม้กางเขน จากนั้นพระองค์ฟื้นคืนชีพจากความตาย” (1 โครินธ์ 15:3-4) นี่คือข่าวดีในรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด ที่ทุกคนที่นี่เข้าใจได้
โปรดจำไว้ว่าเรามีพระเจ้าที่ไม่สามารถโกหกได้ ของขวัญแห่งความรอดนี้มีให้สำหรับทุกคนที่นี่และเดี๋ยวนี้
แอดมินอยากหนุนใจให้จำไว้ว่าพระเจ้าโกหกไม่ได้ ขอให้เราวางใจพระคำของพระองค์ต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร ขอให้อยู่ใกล้กับพระเจ้าโดยการอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ไปโบสถ์ และร่วมพูดคุยสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียนคนอื่นๆ
ขอพระเจ้าอวยพร
แอดมิน



Users Today : 6
Users Last 30 days : 347
Total Users : 10700