คำหลอกลวง: ยิ่งมีมาก ยิ่งดี
สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาดูเรื่องราวที่พระเยซูสอนเกี่ยวกับคนที่มัวเอาแต่สนใจในเรื่องความร่ำรวย แต่เขากลับลืมสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป แนวคิดเดียวกันนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในโลกเรา นั่นคือ “ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น” เรามาดูสิ่งทั่วไปที่ผู้คนเชื่อว่าจะทำให้พวกเขามีความสุขมากขึ้นกัน
- ถ้ามีเงินมากขึ้น จะมีความสุขมากขึ้น
- ถ้าได้เลื่อนตำแหน่งงาน จะมีความสุขมากขึ้น
- ถ้าได้แต่งงาน จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น
- ถ้าลดน้ำหนักได้และมีรูปร่างที่ดี จะมีความสุขมากขึ้น
- ถ้าหายจากการเจ็บป่วย จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น
นี่คือสิ่งทั่วไปที่ผู้คนแสวงหาในชีวิต ได้แก่ เงิน การงาน ความสัมพันธ์ และสุขภาพ สิ่งเหล่านี้โดยตัวมันเองไม่มีความบาป แต่ในฐานะคริสเตียน เราต้องระวังที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาแทนที่พระเจ้าและกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในชีวิตของเรา
ให้เรามาอ่านพระคัมภีร์ ลูกา 12:13-21
(Luke 12:13) And one of the company said unto him, Master, speak to my brother, that he divide the inheritance with me.
(Luke 12:14) And he said unto him, Man, who made me a judge or a divider over you?
(Luke 12:15) And he said unto them, Take heed, and beware of covetousness: for a man’s life consisteth not in the abundance of the things which he possesseth.
(ลูกา 12:13) และมีผู้หนึ่งในหมู่คนทูลพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ขอสั่งพี่ชายของข้าพเจ้าให้แบ่งมรดกให้กับข้าพเจ้า”
(ลูกา 12:14) แต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “บุรุษเอ๋ย ใครได้ตั้งเราให้เป็นตุลาการ หรือเป็นผู้แบ่งมรดกให้ท่าน”
(ลูกา 12:15) แล้วพระองค์จึงตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า “จงระวังและเว้นเสียจากความโลภ เพราะว่าชีวิตของบุคคลใดๆมิได้อยู่ในของบริบูรณ์ซึ่งเขามีอยู่นั้น”
นี่เป็นฉากที่พระเยซูอยู่ท่ามกลางฝูงชน มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาพระองค์เพื่อขอความช่วยเหลือ เขามาหาพระเยซูเพื่อให้พระองค์ไปบอกพี่ชายของเขาให้แบ่งมรดกให้ ดูเหมือนว่าพี่ชายของเขาไม่เต็มใจที่จะแบ่งมรดกให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงขอให้พระเยซูเข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้ ลองสังเกตดูว่าพระเยซูตอบชายคนนั้นอย่างไร เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่ได้ถูกกำหนดให้เข้าไปพัวพันกับข้อพิพาททางโลกเช่นนี้ พระเยซูเตือนชายคนนั้นให้ระวังการโลภทรัพย์สมบัติ แอดมินอยากให้คุณอ่านข้อที่ 15 ให้ดีครับ
“จงระวังและเว้นเสียจากความโลภ เพราะว่าชีวิตของบุคคลใดๆมิได้อยู่ในของบริบูรณ์ซึ่งเขามีอยู่นั้น”
พระเจ้าบอกเราชัดเจนว่าการครอบครองทรัพย์สินไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตที่บริบูรณ์ คำสอนของพระเยซูนี้ค้านกับหลักแนวคิดของโลกเราในปัจจุบัน ที่สอนกันว่า การมีเงินฝากในธนาคารจำนวนมาก หรือ มีงานที่มีรายได้ดีจะนำไปสู่ชีวิตที่บริบูรณ์
ตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจ
เราเชื่อว่าพระคัมภีร์ถูกต้องเสมอใช่ไหม? ในฐานะคริสเตียน นี่คือสิ่งที่เรายอมรับ ถ้าพระเจ้าบอกเราว่าการแสวงหาทรัพย์สมบัติไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ แล้วเหตุใดเราจึงยังทุ่มเทเวลา และพลังงานทั้งหมดของเราในการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้? พระเจ้าบอกชัดเจนว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้จะไม่ทำให้เราพึงพอใจในชีวิต
คำหลอกลวง: ยิ่งร่ำรวยและมั่งคั่ง ชีวิตก็ยิ่งบริบูรณ์
ให้เรามาอ่านพระคำ ลูกา 12:16-17 กันต่อ
(Luke 12:16) And he spake a parable unto them, saying, The ground of a certain rich man brought forth plentifully:
(Luke 12:17) And he thought within himself, saying, What shall I do, because I have no room where to bestow my fruits?
(ลูกา 12:16) และพระองค์จึงตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังว่า “ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก
(ลูกา 12:17) เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า `เราจะทำอย่างไรดี เพราะว่าเราไม่มีที่ที่จะเก็บผลของเรา’
นี่เป็นคำอุปมาที่พระเยซูสอนบทเรียนชีวิตที่สำคัญแก่เรา คำอุปมา คือเรื่องราวที่แสดงถึงสิ่งที่แท้จริงในชีวิตหรือธรรมชาติซึ่งสอดแทรกคุณธรรมมาใช้ในการสอน ในเรื่องนี้เราเห็นชายคนหนึ่ง แล้วชีวิตของเขาเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่าเขาเป็นเศรษฐี เศรษฐีคนนี้มีพืชผลจากไร่นาของตนมากมาย เราไม่รู้ว่าเขามีที่ดินไร่นากี่ไร่ แต่สิ่งที่เรารู้ คือไร่นาของเขาอุดมสมบูรณ์ มันให้พืชผลมากมาย มากจนตัวเองสงสัยว่าจะทำอย่างไรกับพืชผลจำนวนมากมายนี้ดี ดูเหมือนว่ายุ้งฉางของเขาก็ไม่เพียงพอที่จะเอาพืชผลเหล่านี้ไปเก็บไว้ได้หมด ถ้าในสมัยเรานี่ก็เทียบได้กับคนที่รวยมหาศาล ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หนึ่งพันล้านบาท แอดมินไม่สามารถนับเลขศูนย์ได้ มันเยอะมากกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะมีได้ในชีวิต
ให้เรามาดูกันว่าเศรษฐีคนนี้มีแผนจะทำอะไรกับพืชผลอันมหาศาลของเขาในข้อ 18-19
(Luke 12:18) And he said, This will I do: I will pull down my barns, and build greater; and there will I bestow all my fruits and my goods.
(Luke 12:19) And I will say to my soul, Soul, thou hast much goods laid up for many years; take thine ease, eat, drink, and be merry.
(ลูกา 12:18) เขาจึงคิดว่า `เราจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสีย และจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของเราไว้ที่นั่น
(ลูกา 12:19) แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า “จิตใจเอ๋ย เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด”‘
ชายเศรษฐีคนนี้บอกว่าเขาจะรื้อยุ้งฉางของเขาลง และสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม เพื่อที่เขาจะได้เก็บพืชผลเหล่านั้นได้ทั้งหมด แอดมินอยากให้คุณเห็นถึงทัศนคติของชายเศรษฐีคนนี้ เขามั่นใจในสิ่งที่เขามีซึ่งก็คือพืชผลจำนวนมากมาย เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายในชีวิต เขามีความสุขกับทรัพย์สมบัติโดยไม่ต้องกังวลสิ่งอื่นใดในชีวิตอีกแล้ว เขาบอกว่าการมีทรัพย์สินทั้งหมดนี้ เขาไม่ต้องกังวลกับสิ่งอื่นใดในชีวิตด้วยซ้ำ ประมาณว่า เขาใช้มันได้ ซื้อสิ่งที่ต้องการได้ กินสิ่งที่ต้องการได้ ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ทรัพย์สินนั้นมีมากเสียจนเขาไม่ต้องมากังวลอะไรอีกแล้วกับชีวิตของเขา
ด้วยทัศนคติแบบนี้ เรามาดูกันว่าพระเจ้าบอกไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับชายคนนี้ ให้เรามาอ่านข้อ 20-21
(Luke 12:20) But God said unto him, Thou fool, this night thy soul shall be required of thee: then whose shall those things be, which thou hast provided?
(Luke 12:21) So is he that layeth up treasure for himself, and is not rich toward God.
(ลูกา 12:20) แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า `เจ้าคนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า’
(ลูกา 12:21) คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ”
พระเจ้าเรียกชายเศรษฐีคนนี้ว่า คนโง่ นี่เป็นคำที่แรง บางครั้งผู้คนต้องได้ยินอะไรตรงๆบ้าง เพื่อจะได้เข้าไปในใจและแก้ไขความคิดของพวกเขาให้ถูกต้อง พระเจ้าบอกชายเศรษฐีคนนี้ว่าอีกไม่นานเขาจะตาย และเมื่อเขาตายไป เขาไม่สามารถนำทรัพย์สินทั้งหมดเหล่านั้นติดตัวไปด้วยได้ เมื่อเขาตายไปแล้ว ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นจะตกเป็นของคนอื่น พระคำ ข้อ 21 เตือนเราว่า “บุคคลที่แสวงหาความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ หรือชื่อเสียงในชีวิตเป็นหลัก เช่นเดียวกับเศรษฐีคนนั้นคือ คนโง่”
ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพวกเขามีเวลาอีกหลายปีในการใช้ชีวิตบนโลกนี้ ผู้คนมักไม่คิดว่าชีวิตของพวกเขาจะจบลงเมื่อใดหรือจะตายเมื่อใด ความจริงก็คือ “ทุกคนที่นี่มีวันหมดอายุเป็นของตัวเอง” มีวันสุดท้ายที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนขับรถไปทำงานในตอนเช้า พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะสามารถขับรถกลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัย และได้มาเจอกับสมาชิกในครอบครัวอีกครั้ง ในความเป็นจริงเรามักได้ยินข่าวอุบัติเหตุทางถนน รถพลิกคว่ำ และคนเหล่านั้นไม่มีโอกาสกลับมาอีกเลย
ในฐานะคริสเตียน ชีวิตของเรามีความหมายมากกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อสะสมทรัพย์สมบัติ พระเจ้าแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเราไม่สามารถนำทรัพย์สินเหล่านั้นติดตัวไปได้ และคนอื่นจะได้มันไปเมื่อเราตายไป
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ
“ถ้าคนหนึ่งเสียชีวิตโดยที่เขาไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัว ในกรณีนั้น บาปของเขาจะไม่ได้รับการอภัย นรกจะเป็นจุดหมายปลายทางหลังความตายของเขาผู้นั้น”
นี่คือความจริงทางพระคัมภีร์และมันก็น่าเศร้า ใครจะรู้ว่ามีมหาเศรษฐีกี่คนในโลกนี้ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยไม่ได้รับความรอด และตอนนี้เขาเหล่านั้นก็เผชิญกับความทรมานในนรก
พระเจ้ามีคำสั่งเฉพาะสำหรับเราทุกคนในฐานะคริสเตียน คือ ให้ออกไปบอกเล่าข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ ซึ่งหมายถึง การเล่าให้ผู้คนรู้ว่าพวกเขามีทางรอดบาปจากการตกนรกได้ หากพวกเขาเชื่อและวางใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของพวกเขา ผู้คนจำเป็นต้องได้ยินเนื้อหาของข่าวประเสริฐ คือ การตาย การถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนชีพของพระเยซู
ที่คุณได้รับความรอดไม่ว่าจะเป็น 20 ปีที่แล้ว 10 ปีที่แล้ว หรือ ปีที่แล้ว ก็เพราะว่ามีคนมาพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเรื่องพระเยซู เมื่อเราได้รับความรอด นี่มาพร้อมกับความรับผิดชอบในการแบ่งปันข่าวดีนี้กับผู้อื่น หน้าที่เราคือไปบอก นี่คือส่วนของเรา เมื่อเราเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและแบ่งปันความจริงจากพระคัมภีร์ ทำด้วยความรัก พระเจ้าจะทำในส่วนของพระองค์
ให้เราอ่านข้อพระคำ มาระโก 8:36-37 กันต่อ
(Mark 8:36) For what shall it profit a man, if he shall gain the whole world, and lose his own soul?
(Mark 8:37) Or what shall a man give in exchange for his soul?
(มาระโก 8:36) เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร
(มาระโก 8:37) เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา
จะมีประโยชน์อะไรเล่า ถ้าวันหนึ่งคุณกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่สุดท้ายก็ตายลงโดยไม่ได้รับความรอดและตกนรก?
พระเยซูห่วงใยจิตวิญญาณของมนุษย์
คุณใส่ใจจิตวิญญาณของมนุษย์ด้วยกันหรือไม่?
บางครั้งเรานั้นยุ่งมากกับการทำงาน กับการดูแลสมาชิกในครอบครัว ก็เลยไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้
แต่วันนี้ความจริงก็คือถ้าคุณมีพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด นั่นคือคุณได้รับความรอดแล้ว คุณก็ยังดีกว่าเป็นคนรวยหรือเศรษฐีเสียอีก! เรามักได้ยินเรื่องราวของคนร่ำรวยที่มีทุกอย่าง แต่เขามีปัญหานอนหลับตอนกลางคืน (ต้องกินยานอนหลับ) ไม่มีความสงบสุขในชีวิต เต็มไปด้วยความกังวล ในข่าวบ่อยครั้งเรามักได้ยินเกี่ยวกับคนรวยที่การแต่งงานจบลงด้วยการหย่าร้าง ลูกๆก็เหินห่างพวกเขาไป หรือแม้แต่คนรวยที่ฆ่าตัวตาย
ดังที่พระเยซูกล่าวไว้ การมีทรัพย์สมบัติมากขึ้นไม่ได้ทำให้ชีวิตอิ่มเอมใจหรือมีความสุขเลย
มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่นำมาซึ่งชีวิตที่บริบูรณ์ได้
แอดมินสามารถให้เหตุผลสามประการแก่คุณได้จากพระคัมภีร์ว่าเหตุใดการได้รับความรอดโดยมีพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดดีกว่าการมีทรัพย์เงินทองมหาศาลเสียอีก
1. ความกลัวตายหมดสิ้นไป
ให้เราอ่านพระคำ ฮีบรู 2:14-15
(Hebrews 2:14) Forasmuch then as the children are partakers of flesh and blood, he also himself likewise took part of the same; that through death he might destroy him that had the power of death, that is, the devil;
(Hebrews 2:15) And deliver them who through fear of death were all their lifetime subject to bondage.
(ฮีบรู 2:14) เหตุฉะนั้นครั้นบุตรทั้งหลายมีส่วนในเนื้อและเลือดอยู่แล้ว พระองค์ก็ได้ทรงรับเนื้อและเลือดเหมือนกัน เพื่อโดยความตายพระองค์จะได้ทรงทำลายผู้นั้นที่มีอำนาจแห่งความตาย คือพญามาร
(ฮีบรู 2:15) และจะได้ทรงช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย
ความตาย คือศัตรูตัวสุดท้ายในชีวิตที่ทุกคนต้องเจอในวันหนึ่ง ความตายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความตายไม่สนถึงความมั่งคั่ง ความยากจน อายุ หรือความเยาว์วัยของคุณ เราแต่ละคนมีวันหมดอายุของตัวเอง อาจารย์นักเทศน์คนหนึ่งท่านกล่าวว่า “ทุกหนึ่งวันที่ผ่านพ้นไป นำเราเข้าใกล้หลุมศพตัวเองมากขึ้นอีกหนึ่งวัน” เหตุผลที่โรงพยาบาลยังมีงานทำอยู่ได้ ก็เพราะคนเราไม่อยากตาย คนเราต้องการยืดอายุไว้ให้นานที่สุด ความตายสามารถหลอกหลอนคุณ และทำให้คุณตกเป็นทาสได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณรอดแล้ว ข้อพระคัมภีร์ที่เราเพิ่งอ่านบอกเราว่าพระเยซูได้ช่วยเราให้พ้นจากความกลัวความตาย
สิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร? คุณจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากสามวันสามคืนเมื่อศพของพระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์? ใช่แล้ว พระเยซูฟื้นคืนชีพจากความตาย พระเยซูมีอำนาจเหนือความตาย พระเยซูเอาชนะมันได้ หากคุณรอดแล้ว พระคัมภีร์บอกเราว่าวันหนึ่งเราจะฟื้นคืนชีพ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และยิ่งกว่านั้น เราจะมีร่างกายที่ความบาปถูกกำจัดออกไปโดยสิ้นเชิง และทันทีที่คุณตาย พระคัมภีร์บอกเราว่าคุณจะไปอยู่กับพระเจ้าทันที (2 โครินธ์ 5:8)
ความจริง: การมีพระเยซูดีกว่าความร่ำรวยและความมั่งคั่ง
2. ชีวิตนิรันดร์รับประกันแน่นอน
ให้เราอ่าน พระคำ 1 ยอห์น 5:13
(1 John 5:13) These things have I written unto you that believe on the name of the Son of God; that ye may know that ye have eternal life, and that ye may believe on the name of the Son of God.
(1 ยอห์น 5:13) ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าได้เขียนมาถึงท่านทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์ และเพื่อท่านจะได้เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า
ทุกวันนี้สิ่งที่ผู้คนต้องการคือความรู้สึกปลอดภัย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีบริษัทประกันชีวิตมากมายในปัจจุบัน ผู้คนต้องการหลักประกันว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พวกเขาหรือสมาชิกในครอบครัวจะได้รับการคุ้มครอง ในฐานะคริสเตียน เราได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์ว่าปัญหาทั้งหมดในโลกนี้ เช่น สงคราม อาชญากรรม และการทุจริต ล้วนเกิดจากความบาป โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในสวนเอเดนเมื่ออาดัมล้มเหลวและกินผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่ว ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความบาปได้เข้ามาในโลกนี้ และความตายก็มาพร้อมกับบาป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนจะต้องตาย (โรม 5:12)
แต่ถ้าเราหยุดลงอยู่แค่ตรงนี้ ชีวิตเราคงเศร้าหมอง นั่นเป็นเหตุผลที่พระเจ้ามอบข่าวดีแก่เรา เมื่อกว่าสองพันปีก่อน พระเจ้ามาและใช้ชีวิตบนโลกนี้ในในกายของมนุษย์ชายคนหนึ่งชื่อ พระเยซู พระองค์เป็นพระเจ้าที่มาปรากฏอยู่ในเนื้อหนัง (1 ทิโมธี 3:16) พระองค์ใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบโดยปราศจากบาป พระองค์มาพร้อมกับภารกิจเดียว นั่นคือตายบนไม้กางเขนเพื่อชดใช้บาปของคนทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) สามวันสามคืนหลังจากถูกฝังไว้ในอุโมงค์ พระเยซูฟื้นคืนชีพจากความตาย ภารกิจของพระองค์เสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้ใครก็ตามที่วางใจในพระองค์กับสิ่งที่พระองค์ทำบนไม้กางเขนสามารถรอดจากการลงโทษบาปในนรกได้ คำเชื้อเชิญนี้ยังคงเปิดรับอยู่ ความรอดมีให้สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์รับรองว่าถ้าใครวางใจในพระองค์แล้ว คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์
ความจริง: การมีพระเยซูดีกว่าความร่ำรวยและความมั่งคั่ง
3. การปลอบประโลมใจมีให้เสมอ
ให้เราอ่าน 2 โครินธ์ 1:3-4
(2 Corinthians 1:3) Blessed be God, even the Father of our Lord Jesus Christ, the Father of mercies, and the God of all comfort;
(2 Corinthians 1:4) Who comforteth us in all our tribulation, that we may be able to comfort them which are in any trouble, by the comfort wherewith we ourselves are comforted of God.
(2 โครินธ์ 1:3) จงสรรเสริญพระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงความเมตตา พระเจ้าแห่งการปลอบประโลมใจทุกอย่าง
(2 โครินธ์ 1:4) พระองค์ผู้ทรงปลอบประโลมใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถปลอบประโลมใจคนเหล่านั้นที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ด้วยการปลอบประโลมใจซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า
นับตั้งแต่เวลาที่อาดัมล้มเหลวและความบาปได้เข้ามายังโลกนี้ ชีวิตบนโลกก็กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น มีความเจ็บปวด ความโศกเศร้า และปัญหา ความบาปไม่เคยนำสิ่งที่ดีมาให้ เมื่อเราอ่านพระคำข้อนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าชีวิตคริสเตียนไม่ได้ปราศจากปัญหา เราทุกคนมีปัญหาในชีวิตของตัวเอง เช่น ความเครียดในที่ทำงาน หรือภายในครอบครัว อย่างไรก็ตาม พระคำข้อนี้ก็แสดงให้เห็นถึงพระพร เรามีพระเจ้าแห่งการหนุนใจ ซึ่งหมายความว่า เมื่อเราเผชิญกับความยากลำบากของชีวิต พระองค์ก็อยู่เคียงข้างเพื่อปลอบโยนเรา
ในฐานะคริสเตียน เราได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าไปในห้องบัลลังก์ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพผ่านการอธิษฐาน นี่เป็นอาวุธฝ่ายจิตวิญญาณอันทรงพลัง พระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าเราสามารถพูดคุยกับพระเจ้าเกี่ยวกับทุกสิ่งในชีวิตได้ เช่น ความเครียด ความกังวล หรือความโศกเศร้า แอดมินบอกคุณได้เลยว่าพระเจ้าเป็นผู้ฟังที่ยอดเยี่ยม! บางครั้ง เมื่อเราไม่มีคำพูดหรือไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเครียดในชีวิตมีมาก หรือร่างกายของเราอ่อนแอ พระคัมภีร์บอกเราว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเราจะช่วยอธิษฐานแทนเรา ( โรม 8:26-27)
โดยส่วนใหญ่เราต้องการให้พระเจ้าเอาปัญหาทั้งหมดออกไป แต่บ่อยครั้งที่พระเจ้าต้องการให้เราวางใจในพระองค์และเดินร่วมกันกับพระองค์ผ่านปัญหาในชีวิต พระคำที่เราเพิ่งอ่านไป เรารู้ว่าพระเจ้าจะปลอบโยนเราตลอดทางเพื่อว่าวันหนึ่งเราจะได้ไปเป็นพระพรแก่ผู้อื่นเช่นกัน
ความจริง: การมีพระเยซูดีกว่าความร่ำรวยและความมั่งคั่ง
ท้ายสุดนี้ แอดมินมีคำถามสองข้ออยากให้คุณลองกลับไปฉุกคิดดู
- คุณแน่ใจ 100% ว่าคุณได้รับความรอดหรือไม่? ถ้ายังไม่แน่ใจ แอดมินชวนให้ทุกคนได้ลองอ่านโพส “จะรอดไหมเนี่ย” จำไว้ว่าพระเยซูทรงห่วงใยจิตวิญญาณของคุณ
- หากคุณได้รับความรอดแล้ว ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูเป็นอย่างไร? คุณใช้เวลากับพระองค์มากขึ้นผ่านการอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ หรือใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับอย่างอื่น?
ขอพระเจ้าอวยพรอย่างล้นเหลือ
แอดมิน
อ้างอิง:
Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.



Users Today : 6
Users Last 30 days : 357
Total Users : 10700