พระเยซู เพื่อนของเรา

สวัสดีครับ แอดมินมีคำถามสำหรับทุกคน เพื่อนที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? แอดมินลองหาข้อมูลดูและนี่คือคุณสมบัติต้น ๆ ที่ผู้คนต้องการในเพื่อนของเขา อันดับแรกคือต้องภักดีและน่าเชื่อถือ อันดับสองคือเห็นอกเห็นใจ และอันดับสามคือซื่อสัตย์และเปิดเผย

ข้อพระคัมภีร์ที่เราจะศึกษาด้วยกันวันนี้มาจากพระธรรมยอห์น 13:1-15 และ ยอห์น 15:12-14 ครับ

I. ความรักอันถ่อมตนของพระเยซู
บัดนี้ก่อนงานเลี้ยงแห่งเทศกาลปัสกา เมื่อพระเยซูทรงทราบว่า เวลาของพระองค์มาถึงแล้ว ที่พระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา โดยได้ทรงรักพวกของพระองค์เองซึ่งอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักพวกเขาจนถึงที่สุดปลาย – ยอห์น 13:1

ฉากนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมื้ออาหารปัสกาสุดท้ายของพระเยซู พระองค์บอกสิ่งเหล่านี้ในคืนก่อนที่จะถูกจับกุม ก่อนงานเลี้ยงปัสกา ยอห์นกล่าวถึงเรื่องสำคัญบางอย่าง พระเยซูรอคอยช่วงเวลาสำคัญ และพระองค์รู้ว่ามันใกล้มาถึงแล้ว ช่วงเวลานี้จะเกิดขึ้นเมื่อพระองค์จะออกจากโลก และกลับไปอยู่กับพระเจ้า

เราเห็นว่าพระเยซูรักเหล่าสาวกของพระองค์มากเพียงใด แม้ว่าพวกเขาจะไม่สมบูรณ์แบบ และมักทะเลาะกัน เปโตรเองก็มักอารมณ์ร้อน ส่วนยูดาสก็จะทรยศพระองค์ในไม่ช้า พระเยซูเองก็ยังรักพวกเขามาก เมื่อพระคัมภีร์กล่าวว่าพระองค์รักพวกเขา “จนถึงที่สุด” หมายความว่า พระองค์รักพวกเขาอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะทอดทิ้งพระองค์ไปในคืนนั้นก็ตาม ความรักที่น่าทึ่งนี้ยังคงสัมผัสได้โดยเหล่าผู้เชื่อของพระเยซูในปัจจุบัน

พระเจ้ารู้จักเราอย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับที่พระเยซูรู้จักเหล่าสาวกของพระองค์ พระองค์รู้บาปที่เราได้ทำ และบาปที่เราจะยังคงทำ ถึงกระนั้น พระองค์ก็รักเรา

คุณตอบสนองต่อความรักแบบนั้นอย่างไร?

และเมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พญามารได้ดลใจยูดาสอิสคาริโอท บุตรชายของซีโมน ให้ทรยศพระองค์ – ยอห์น 13:2

ก่อนที่พระเยซูและเหล่าสาวกของพระองค์จะร่วมมื้ออาหารปัสกาสุดท้าย ซาตานได้ดลใจยูดาสแล้ว (ลูกา 22:3) ยูดาสได้ไปหาผู้นำทางศาสนาเพื่อทำข้อตกลงที่จะทรยศพระเยซู เซาตานกำลังทำงานอยู่ ซาตานไม่ได้เข้าครอบงำร่างกายของยูดาส แต่ซาตานได้ใส่ความคิดเกี่ยวกับการทรยศพระเยซูลงในใจของยูดาสแล้ว

ซาตานคือพญามาร ดังนั้นจึงมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและทำให้ผู้คนทำสิ่งเลวร้าย ซาตานเห็นว่ายูดาสกำลังคิดทรยศอยู่แล้ว จึงง่ายที่จะโน้มน้าวให้เขาทรยศพระเยซูจริงๆ ส่วนพระเยซูเองก็รู้ว่าซาตานกำลังพยายามหลอกยูดาสเช่นกัน

พระเยซูทรงทราบว่าพระบิดาได้ประทานสิ่งสารพัดให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว และทรงทราบว่าพระองค์มาจากพระเจ้า และไปหาพระเจ้า พระองค์จึงทรงลุกขึ้นจากการรับประทานอาหารเย็น และทรงถอดเสื้อผ้าของพระองค์ออกวางไว้ และทรงเอาผ้าเช็ดตัว และทรงคาดเอวพระองค์ไว้ หลังจากที่พระองค์ทรงเทน้ำลงในชามอ่าง และทรงตั้งต้นล้างเท้าของพวกสาวก และเช็ดเท้าของพวกเขาด้วยผ้าเช็ดตัวที่พระองค์ทรงคาดเอวไว้นั้น – ยอห์น 13:3-5

พระเยซูรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้าสำหรับพระองค์เอง พระองค์รู้ดีว่าพระเจ้ามอบทุกสิ่งให้พระองค์ และพระองค์ก็มาจากพระเจ้า และจะกลับไปหาพระเจ้า ในคืนนั้น ขณะที่พระเยซูเตรียมตัว พระองค์มั่นใจในตัวตน และที่มาของพระองค์อย่างสมบูรณ์

พระเยซูลุกขึ้น ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าสาวก แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อออก จนเหลือเพียงผ้าผืนบางพันรอบเอว เหมือนกับทาสรับใช้คนหนึ่ง พระองค์คุกเข่าลงตรงหน้าสาวกแต่ละคน ล้างเท้าให้ด้วยความอ่อนโยน แล้วเช็ดให้แห้ง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่พระองค์ด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจ พระเยซูแสดงให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยการรับใช้เพื่อนของพระองค์อย่างสุดใจ

นี่เป็นเรื่องที่เราเองคงไม่เข้าใจกันง่ายๆ นั่นคือ พระเยซูที่เป็นพระเจ้า ทำไมถึงถ่อมตนได้ขนาดนี้? เราเรียนมาแล้วว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นคนธรรมดา (ตามที่ 1 ทิโมธี 3:16 บอก) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าพระองค์เกิดเป็นเด็กทารกตัวน้อยๆ ต้องพึ่งพาคนอื่น พระองค์ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ทำงานเป็นช่างไม้ ไม่มีอะไรพิเศษเลย แถมยังไม่มีรัศมีส่องแสงอะไรด้วย

โดยทั่วไป เรามักจินตนาการถึงพระเยซูในฐานะบุคคลที่ศักดิ์สิทธิ์และแยกตัวโดดเดี่ยว แต่พระคัมภีร์ใหม่ได้เปิดเผยให้เราเห็นว่าพระองค์ใช้เวลาอยู่กับกลุ่มคนที่สังคมรังเกียจ เช่น คนโรคเรื้อน และคนเก็บภาษี แม้พระเยซูเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์ พระองค์ก็ยังคงเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกาย เป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงอนุญาตให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับพระเยซู

วันนี้เราได้เห็นภาพที่น่าทึ่งมาก นั่นคือพระเยซูล้างเท้าให้คนอื่น! นอกจากจะบอกว่าพระองค์รักเรามากแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าพระองค์อยากให้เราเป็นเหมือนพระองค์ คือเป็นผู้รับใช้ที่ถ่อมตน พร้อมช่วยเหลือคนอื่น นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทุกคนเป็น

แล้วพระองค์ทรงมาถึงซีโมนเปโตร และเปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์หรือ” พระเยซูทรงตอบและตรัสกับเขาว่า “สิ่งที่เรากระทำในขณะนี้ท่านยังไม่ทราบ แต่ภายหลังท่านจะทราบ” – ยอห์น 13:6-7

ตอนที่พระเยซูจะมาล้างเท้าให้เปโตร เปโตรตกใจมากรีบดึงเท้ากลับ แล้วก็ถามว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า จะมาล้างเท้าให้ผมได้ยังไง’ เปโตรรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่พระเจ้าจะมาทำอะไรแบบนี้ พระเยซูเลยบอกว่า ‘ตอนนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยวเจ้าจะเข้าใจเอง’

เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์ล้างเท้าของข้าพระองค์ไม่ได้เด็ดขาด” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราไม่ล้างท่านแล้ว ท่านก็ไม่มีส่วนในเรา” ซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า มิใช่แต่เท้าของข้าพระองค์เท่านั้น แต่มือของข้าพระองค์และศีรษะของข้าพระองค์ด้วย” – ยอห์น 13:8-9

เมื่อพระเยซูเสนอที่จะล้างเท้าให้แก่เปโตร เปโตรได้ปฏิเสธอย่างรวดเร็ว พระเยซูพูดตอบว่า ‘ถ้าเราไม่ล้างเท้าให้เจ้า เจ้าจะไม่มีส่วนร่วมกับเรา’ พระองค์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการเสียสละ ซึ่งก็คือการที่พระองค์จะต้องตายและหลั่งเลือดเพื่อชำระบาปทั้งสิ้นของโลก พระเยซูอธิบายว่าหากปราศจากการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยเลือดของพระองค์แล้ว ผู้คนก็จะไม่มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระองค์ได้เลย เปโตรจึงได้ขอร้องให้พระเยซูล้างทั้งมือและศีรษะของเขาด้วย

เราไม่ควรด่วนตัดสินเปโตร เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีพระคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ให้อ่านกัน สิ่งที่พระเยซูทำและพูดเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหล่าสาวกจะเข้าใจได้ชัดเจน หลังจากรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน พระเยซูก็ไปยังสวนเกทเสมนีเพื่ออธิษฐาน จากนั้นถูกจับกุม นำตัวไปพิจารณาคดี และสุดท้ายถูกตรึงบนไม้กางเขน

พระคัมภีร์เปิดเผยว่าสิ่งเดียวที่สามารถชำระล้างบาปของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์คือเลือดของพระเยซู การถวายเครื่องสัตวบูชาตามธรรมเนียมของชาวยิวในพันธสัญญาเดิมนั้นไม่สามารถขจัด ล้างบาปได้อย่างหมดสิ้น

เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เลือดของบรรดาวัวตัวผู้และของแพะจะเอาบาปทั้งหลายไปเสียได้ – ฮีบรู 10:4

ขอให้เราอ่านโคโลสี 1:14 ด้วยกัน

ในพระบุตรนั้น พวกเราจึงได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือการโปรดยกบาปทั้งหลาย – โคโลสี 1:14

พระคัมภีร์สอนเราว่ามีเพียงแค่เลือดของพระเยซูเท่านั้นที่สามารถล้างบาปของเราให้สะอาดหมดจด แต่ตอนนั้นเปโตรเองยังไม่เข้าใจ พระเยซูเลยบอกเขาว่าเดี๋ยวเขาจะเข้าใจทีหลัง พอพระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นมา เปโตรก็เข้าใจเลยว่าต้องบอกคนอื่นให้เชื่อเรื่องที่พระเยซูตาย ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนชีพกลับมา ซึ่งนี่ก็คือเนื้อหาสำคัญของข่าวประเสริฐ เพื่อให้คนอื่นได้รับทางรอดบาปได้

พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องถูกชำระยกเว้นที่จะล้างเท้าของเขาเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว และพวกท่านก็สะอาดแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคน” เพราะพระองค์ทรงทราบว่า ใครจะทรยศพระองค์ เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายไม่สะอาดทุกคน” – ยอห์น 13:10-11

ตามประเพณีของชาวยิว การล้างเท้าเป็นการทำความสะอาดเชิงพิธีกรรม พระเยซูล้างเท้าให้แก่สาวกของพระองค์เพื่อสื่อถึงความบริสุทธิ์ทางพิธีกรรม อย่างไรก็ตาม พระองค์เน้นย้ำว่าความสะอาดทางจิตวิญญาณนั้นสำคัญยิ่งกว่า และกล่าวถึงยูดาสซึ่งกำลังจะทรยศพระองค์

ดังนั้นหลังจากพระองค์ทรงล้างเท้าของพวกเขาแล้ว และทรงหยิบเสื้อผ้าของพระองค์ และเอนพระกายลงอีก พระองค์ก็ตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายทราบสิ่งที่เราได้กระทำแก่ท่านทั้งหลายหรือ ท่านทั้งหลายเรียกเราว่า พระอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า และพวกท่านเรียกถูกต้องแล้ว เพราะเราเป็นเช่นนั้น – ยอห์น 13:12-13

หลังจากที่พระเยซูแสดงให้เห็นถึงความรัก และความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยการล้างเท้าให้เหล่าสาวก แล้ว พระองค์ก็ถามว่า ‘พวกเจ้าเข้าใจไหมว่าการกระทำของเรานั้นหมายความว่าอย่างไร การที่เจ้าเรียกเราว่าพระอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่การที่เราล้างเท้าให้เจ้าแสดงให้เห็นว่าแม้เราจะเป็นพระเจ้า เราก็ยังพร้อมที่จะรับใช้’

พระเยซูต้องการให้เหล่าสาวกเข้าใจบทบาทของพระองค์ที่เป็นมากกว่าแค่พระอาจารย์ แต่ยังเป็นผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกด้วย

ฉะนั้นถ้าเรา ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ของพวกท่าน ได้ล้างเท้าของพวกท่าน พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย เพราะว่าเราได้ให้แบบอย่างแก่พวกท่านแล้ว เพื่อพวกท่านจะได้ทำเหมือนที่เราได้กระทำแก่พวกท่านแล้ว – ยอห์น 13:14-15

แม้ว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ที่แท้จริงของพวกเขา แต่พระองค์ก็ถ่อมตัวเอง แสดงการรับใช้โดยการล้างเท้าให้พวกเหล่าสาวก การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความถ่อมตนของพระองค์และสะท้อนถึงความเต็มใจของพระองค์ที่จะรับกายมนุษย์ ตามที่พระธรรมฟีลิปปี 2:7 กล่าวไว้ว่า “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” พระเยซูต้องการให้เหล่าสาวกทำตามแบบอย่างของพระองค์ และเรียนรู้เกี่ยวกับความถ่อมตน ในคืนนั้น พวกเหล่าสาวกก็ยังเถียงกันว่าใครยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกเขา (ลูกา 22:24) แต่พระเยซูแสดงให้พวกเขาเห็นว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคืออะไร นั่นคือ การรับใช้โดยไม่เห็นแก่ตัว

II. มิตรภาพแท้กับพระเยซูผ่านความรักและการเชื่อฟัง
เราจะมาดูข้อพระคัมภีร์สำคัญสำหรับบทเรียนของวันนี้ใน ยอห์น 15:12-14

นี่แหละเป็นบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่เรารักท่านทั้งหลายแล้ว ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือที่ผู้หนึ่งจะสละชีวิตของตนเพื่อเหล่ามิตรสหายของตน ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา ถ้าท่านทั้งหลายกระทำสิ่งใดก็ตามที่เราสั่งท่านทั้งหลาย – ยอห์น 15:12-14

พระเยซูให้คำสั่งที่สำคัญแก่เหล่าสาวกในคืนสุดท้ายก่อนจะถูกตรึงและตายที่ไม้กางเขน นั่นคือ ให้รักกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข เหมือนที่พระองค์รักเรา การรักอย่างไม่มีเงื่อนไขนี้เป็นหลักการพื้นฐานของความเชื่อคริสเตียน และเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกว่าเราเป็นสาวกของพระองค์

ความรักที่แท้จริง หมายถึง ความเต็มใจที่จะยอมเสียชีวิตเพื่อเพื่อนของเรา นี่เป็นคำบอกใบ้เกี่ยวกับการตรึงที่ไม้กางเขนที่กำลังจะมาถึง ความรักที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับการเสียสละ พระเยซูแสดงให้เห็นถึงสิ่งนี้โดยการตายบนไม้กางเขน แม้ว่าเหล่าสาวกจะไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังจะมาถึง แต่พระเยซูเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการตายของพระองค์ พระองค์รู้ว่าพวกเขาจะเข้าใจในภายหลังว่าการเสียสละของพระองค์เป็นการแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

พระเยซูบอกว่าเพื่อนของพระองค์คือผู้ที่เชื่อฟังพระองค์ การเชื่อฟังพระเยซูแสดงให้เห็นถึงความรักของเราที่มีต่อพระองค์ และพิสูจน์ว่าเราเป็นเพื่อนของพระองค์ การเชื่อฟังเป็นกุญแจสำคัญในการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ พระเยซูบอกว่า การเชื่อในพระองค์ไม่พอ เราต้องทำตามสิ่งที่พระองค์สอนด้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นเพื่อนของพระองค์ได้

III. การประยุกต์ใช้ในชีวิต
เราจะนำข้อพระคำเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง?

รับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมตน ตามแบบอย่างของพระเยซู
พระเจ้าอยากให้เราเป็นเหมือนพระองค์ คือเป็นคนที่พร้อมจะรับใช้คนอื่นเสมอ พระองค์ไม่ใช่แค่บอกให้เราทำ แต่ยังทำตัวเป็นแบบอย่างให้เราเห็นด้วย เราควรจะคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ไม่ว่าเราจะมีตำแหน่งอะไรก็ตาม

พระเจ้าได้สละบัลลังก์สวรรค์ของพระองค์ ลงมาเป็นเด็กทารกที่ไร้ความช่วยเหลือ พระองค์ถูกปฏิเสธ ถูกตี ถูกตรึงกางเขน และต้องตายผ่านการตรึงบนไม้กางเขน พระเจ้าลดพระองค์เองลงมาเพื่อยกชูคุณขึ้น ขอให้สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับเราทุกคน สัปดาห์นี้ ลองอธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยเราเปลี่ยนใจใหม่ ให้เราอยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อพระองค์มากขึ้น

รักอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้ในยามยากลำบาก
เราอาจไม่สามารถรักคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนพระเยซูได้ แต่เราสามารถพยายามทำได้ทุกวัน การเรียนรู้ที่จะให้อภัยและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นก้าวแรกในการรักคนอื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข พระเยซูรู้ว่าในคืนที่พระองค์ถูกจับกุม เหล่าสาวกของพระองค์ทั้งหมดจะวิ่งหนีและทิ้งพระองค์ไป พระองค์รู้แม้แต่เปโตร ผู้ดูเหมือนจะกล้าหาญ ก็จะปฏิเสธพระองค์สามครั้ง พระองค์รู้ว่ายูดาส หนึ่งในเหล่าสาวกของพระองค์ จะทรยศพระองค์

สาวกเหล่านี้อยู่กับพระเยซูตลอดเวลาที่พระองค์อยู่บนโลก ลองจินตนาการถึงช่วงเวลาทั้งหมดที่พวกเขาได้ใช้ร่วมกัน เดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง กินข้าวด้วยกัน คุยกัน ฟังพระเยซูสอน และเห็นการอัศจรรย์มากมายที่พระองค์ทำ พระเยซูมองพวกเขาเป็นเพื่อนของพระองค์เอง พระเยซูรู้ว่าเหล่าสาวกไม่ได้สมบูรณ์แบบ พวกเขามีข้อบกพร่อง พวกเขากลัวเมื่อความยากลำบาก หรืออันตรายเข้ามา ถึงกระนั้น ในยอห์น 13:1 พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูรักพวกเขาจนถึงที่สุด สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักที่พระเยซูมีต่อพวกเขาเลย

แอดมินอยากให้คุณเห็นบางสิ่งจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับยูดาส และสิ่งที่พระเยซูยังคงคิดถึงเขา เรารู้จักยูดาสในฐานะผู้ทรยศ เขาได้ทรยศพระเยซูเพื่อเงินสามสิบเหรียญ ตามที่มัทธิว 26:15 บอกเรา ในคืนนั้น ยูดาส มาพร้อมกับชายที่ถือดาบและกระบอง พร้อมกับหัวหน้าปุโรหิต เพื่อจับกุมพระเยซู ให้เราอ่าน มัทธิว 26:50

และพระเยซูตรัสกับเขาว่า “สหายเอ๋ย ท่านมาที่นี่ทำไม” แล้วคนเหล่านั้นก็มา และลงมือจับพระเยซู และคุมตัวพระองค์ไป – มัทธิว 26:50

พระเยซูกับสาวกของสนิทกันมาก พวกเขาอยู่ด้วยกันมาตลอด แต่ตอนที่ยูดาสทรยศ พระเยซูก็ยังไม่โกรธแค้นอะไรเลย พระองค์ยังคงรักและเห็นใจยูดาสอยู่เสมอ เราควรเรียนรู้ที่จะให้อภัยและรักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูทำกับยูดาส แม้ว่าคนอื่นจะทำผิดกับเราแค่ไหนก็ตาม

ความรักแบบพระเยซูคือสิ่งที่โลกนี้ขาดไป เราควรจะพยายามรักผู้อื่นให้มากขึ้นเหมือนที่พระองค์รักพวกเรา

ขอพระเจ้าช่วยให้เราทุกคนมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักเหมือนดั่งพระเยซูครับ
แอดมิน

อ้างอิง:
1. Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.
2. Tyndale (Series Ed.). (2003). Life application study bible-KJV-large print. Wheaton, IL: Tyndale House.

Share

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *