ฉันรักคริสตจัตร ฉันจึงรับใช้
สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงคำว่า “รับใช้” กันนะครับ คำนี้เราได้ยินกันบ่อยมากในพระคัมภีร์ แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน การรับใช้ หมายถึง การทำงานให้ หรืออุทิศแรงงานเพื่อรับใช้ผู้อื่นครับ
เราจะมาเริ่มต้นด้วยการมองไปที่ตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการรับใช้ นั่นคือ พระเยซูคริสต์ครับ เราไม่จำเป็นต้องมองหาใครอื่นเลย พระองค์คือแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุด
หลังจากนั้น เราจะมาดูชีวิตของหลายๆ คนที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ กับการรับใช้ของพวกเขาในคริสตจักรท้องถิ่น คุณอาจจะแปลกใจที่รู้ว่าพระเจ้าจำและบันทึกชื่อของผู้ที่รับใช้ในคริสตจักร นี่ควรจะเป็นกำลังใจให้กับพวกเราทุกคนเช่นกันครับ
I. การเรียกให้รับใช้
วันนี้เราจะมาศึกษาพระคัมภีร์กันในหนังสือมาระโก มาระโกเป็นหนึ่งในหนังสือสี่เล่มที่เล่าเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ หนังสือมาระโกนั้นเน้นย้ำให้เห็นถึงพระเยซูในฐานะผู้รับใช้ ส่วนเล่มอื่นๆก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไปในการนำเสนอเรื่องราวของพระเยซูครับ หนังสือมัทธิวเน้นย้ำว่าพระเยซูคือกษัตริย์ของแห่งชาวยิว และเป็นพระเมสสิยาห์ตามที่บรรดาผู้เผยพระวจนะได้พยากรณ์ไว้ หนังสือลูกาเน้นย้ำถึงพระเยซูในฐานะมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ส่วนหนังสือยอห์นเน้นย้ำถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์
ตอนที่แอดมินเพิ่งรับเชื่อใหม่ๆ แอดมินได้รับการสอนให้อ่านหนังสือทั้งสี่เล่มนี้อย่างละเอียด การทำเช่นนั้นช่วยให้แอดมินเข้าใจว่าพระเยซูเป็นใครจริงๆ
ให้เราเปิดพระคัมภีร์ไปที่หนังสือมาระโก บทที่ 10 เราจะอ่านข้อ 35-45 ไปพร้อมกัน
และยากอบกับยอห์น บุตรชายทั้งสองของเศเบดี มาหาพระองค์ โดยทูลว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งสองปรารถนาจะขอให้พระองค์ทรงกระทำแก่พวกข้าพระองค์ตามสิ่งใดก็ตามที่พวกข้าพระองค์ปรารถนา” และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งสองว่า “ท่านทั้งสองปรารถนาจะให้เราทำสิ่งใดให้พวกท่าน” เขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า “ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ทั้งสองนั่ง เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายพระหัตถ์คนหนึ่ง ในสง่าราศีของพระองค์” – มาระโก 10:35-37
ในข้อพระคำที่เราอ่านไปเมื่อสักครู่ เราได้พบกับสาวกสองคนของพระเยซู พวกเขาชื่ออะไร? ถูกต้องแล้วครับ พวกเขาคือ ยากอบและยอห์น
ยากอบและยอห์นทั้งสองคนได้เข้ามาหาพระเยซูด้วยคำขอร้องอย่างหนึ่ง พระเยซูถามพวกเขาว่า “พวกเจ้าต้องการให้เราทำอะไรให้” พวกเขาทั้งสองจึงขอให้พระองค์มอบตำแหน่งให้พวกเขาได้นั่งทางขวามือและซ้ายมือของพระองค์ในราชอาณาจักรที่จะมาถึง
การได้นั่งทางขวามือหรือซ้ายมือของกษัตริย์นั้น หมายความว่าเป็นที่ปรึกษาคนสนิทที่สุดของกษัตริย์ ยากอบและยอห์นกำลังขอตำแหน่งชั้นสูงสุดในราชอาณาจักรของพระเยซูที่จะมาถึง แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เข้าใจคำสอนของพระองค์เกี่ยวกับการตายและการฟื้นคืนชีพอย่างถ่องแท้ แต่พวกเขาก็เชื่ออย่างแน่นอนว่าวันหนึ่งพระเยซูจะเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอิสราเอล
แต่พระเยซูตรัสกับเขาทั้งสองว่า “พวกท่านไม่ทราบว่าพวกท่านขออะไร พวกท่านสามารถดื่มจากถ้วยที่เราจะดื่มนั้นได้หรือ และรับบัพติศมาด้วยบัพติศมาที่เรารับนั้นได้หรือ” และเขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า “พวกข้าพระองค์สามารถ” และพระเยซูตรัสกับเขาทั้งสองว่า “แท้จริงพวกท่านจะดื่มจากถ้วยที่เราจะดื่มนั้น และพวกท่านจะรับบัพติศมาด้วยบัพติศมาที่เรารับนั้น – มาระโก 10:38-39
พระเยซูบอกกับสาวกทั้งสองคนว่า พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ขอเลย แต่เมื่อเรามีพระคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ เราเข้าใจได้ว่าพระเยซูหมายถึงอะไรเมื่อตอบพวกเขา พระองค์กำลังชี้ไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นคือ การที่พระองค์จะถูกผู้นำชาวยิวปฏิเสธ การถูกทรยศ และที่สุดคือการถูกตรึงบนไม้กางเขน
เมื่อพระเยซูถามสาวกทั้งสองคนว่า พวกเขาสามารถรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ พวกเขาก็ตอบอย่างรวดเร็วว่า “ได้ครับ” พระเยซูตอบว่า “พวกเจ้าจะได้ดื่มจากถ้วยของเรา และจะรับบัพติศมาเช่นเดียวกับที่เราจะได้รับ” และในที่สุดสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นจริง ยากอบถูกฆ่าตายเพราะความเชื่อ (กิจการอัครทูต 12:1-2) และยอห์นถูกเนรเทศไปยังเกาะปัทโมสที่โดดเดี่ยว พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาขอ แต่พระเยซูเข้าใจ ในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็ร่วมเจอความทุกข์และการถูกปฏิเสธกันกับพระเยซู
แต่ที่จะนั่งข้างขวามือของเรา และข้างซ้ายมือของเรานั้น ไม่ใช่กิจของเราที่จะมอบให้ แต่จะประทานให้แก่คนทั้งหลายที่ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเขา” และเมื่อสาวกสิบคนนั้นได้ยินสิ่งนี้แล้ว พวกเขาก็เริ่มไม่พอใจมากกับยากอบและยอห์น – มาระโก 10:40-41
พระเยซูอธิบายว่ามีเพียงพระเจ้าพระบิดาเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าใครจะได้นั่งทางขวามือและซ้ายมือของพระองค์ พระองค์พยายามสอนพวกเขาว่าการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดกันที่อำนาจหรือตำแหน่ง แต่เป็นการรับใช้ผู้อื่นต่างหาก สาวกคนอื่นๆ รู้สึกไม่พอใจ เพราะคิดว่ายากอบและยอห์นกำลังพยายามจะได้รับสิทธิพิเศษ พวกเขาไม่เข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้นมาจากการรับใช้ผู้อื่น
แต่พระเยซูทรงเรียกเขาทั้งหลายมาหาพระองค์ และตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายทราบอยู่ว่า ผู้ที่ถูกนับว่าเป็นพวกผู้ครอบครองของพวกคนต่างชาติย่อมปกครองเหนือพวกเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายของพวกเขาก็ใช้อำนาจเหนือพวกเขา แต่จะไม่เป็นอย่างนั้นในท่ามกลางพวกท่าน แต่ผู้ใดก็ตามที่ใคร่จะเป็นใหญ่ในท่ามกลางพวกท่าน จะเป็นผู้ปรนนิบัติของท่านทั้งหลาย และผู้ใดก็ตามที่ใคร่จะเป็นเอกเป็นต้นในท่ามกลางพวกท่าน จะเป็นผู้รับใช้ของทุกคน – มาระโก 10:42-44
เพื่อให้เหล่าสาวกเข้าใจมากยิ่งขึ้น พระเยซูยกตัวอย่างจากพฤติกรรมของเหล่าผู้ปกครองในสมัยนั้น ผู้ปกครองมักจะใช้พลังอำนาจของตนเพื่อควบคุมผู้อื่น และยิ่งพวกเขามีอำนาจมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งใช้มันในทางที่ผิดมากขึ้นเท่านั้น แต่ในราชอาณาจักรของพระเยซู ความยิ่งใหญ่คือการรับใช้ผู้อื่น บุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรของพระเยซูคือผู้ที่รับใช้ทุกคน แม้ว่าอาณาจักรของพระเยซูจะยังมาไม่ถึง แต่แนวคิดเหล่านี้ก็ยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงมาจากการรับใช้ผู้อื่น หากจะเป็นที่หนึ่ง คุณต้องเต็มใจที่จะเป็นคนสุดท้าย การมีใจพร้อมรับใช้เป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
พระเยซูคือพระเจ้าที่มาบังเกิดในกายมนุษย์ พระองค์สละบัลลังก์ในสวรรค์และรับตำแหน่งที่ต่ำที่สุดเมื่อพระองค์ยอมให้ตนเองถูกทุบตี ถูกตรึงบนไม้กางเขน และตายเพื่อบาปของเรา ดังที่เราได้เรียนรู้ในหนังสือฟีลิปปีเมื่อปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าจึงย่องพระเยซูให้สูงส่งยิ่งนัก วันนี้พระเจ้าขอให้คุณดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระเยซูโดยการเป็นคนถ่อมตนและรับใช้ผู้อื่น
เพราะว่าแม้แต่บุตรมนุษย์ก็ได้มา มิใช่เพื่อรับการปรนนิบัติ แต่เพื่อจะปรนนิบัติ และเพื่อจะประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็นอันมาก” – มาระโก 10:45
พระเยซูแสดงให้เราเห็นว่าการรับใช้ผู้อื่นอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร แม้ว่าพระองค์จะเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง แต่พระเยซูก็มายังโลกนี้เพื่อรับใช้ผู้อื่น นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพวกเราทุกคน
II. ตัวอย่างการรับใช้พระเจ้าในคริสตจักรท้องถิ่น
เราจะมาดูตัวอย่างจริง ๆ ของคนที่ถูกบันทึกชื่อไว้ในพระคัมภีร์ บ่อยครั้งเวลาที่แอดมินอ่านพระคัมภีร์แล้วเจอรายชื่อคนจำนวนมาก แอดมินมักจะรีบๆ อ่านข้ามไป เพราะบางทีชื่อของพวกเขาก็อ่านยาก หรือออกเสียงยากด้วยซ้ำ!
บางครั้ง เมื่อเรารับใช้ในคริสตจักรท้องถิ่น ความพยายามของเราอาจจะไม่ได้รับการสังเกตเห็นจากคนอื่นๆ ข้อพระคัมภีร์ที่เรามาดูด้วยกันวันนี้จะเห็นว่าความพยายามหรือการรับใช้พระเจ้าของเรา พระองค์เห็นหมด และพระองค์ก็ใส่ใจอย่างแท้จริง
ข้อแรกที่เราจะดูคือ โรม 16:1-2 ครับ
ข้าพเจ้าขอแนะนำน้องสาวของพวกเราให้แก่พวกท่าน คือเฟบี ผู้ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักรซึ่งอยู่ที่เมืองเคนเครีย ขอพวกท่านรับนางไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ให้สมกับเป็นพวกวิสุทธิชน และขอให้พวกท่านช่วยเหลือนางในกิจการใดก็ตามที่นางต้องการจากพวกท่าน เพราะนางได้เป็นผู้ที่ช่วยเหลือของคนมากมาย และของข้าพเจ้าเองด้วย – โรม 16:1-2
คนแรกที่แอดมินอยากจะแนะนำคือ เฟบี เธอเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร จำได้ไหมครับว่าคริสตจักรไม่ใช่ตัวอาคารสิ่งปลูกสร้าง แต่หมายถึงการรวมตัวของผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา เฟบีมีทัศนคติที่ว่า “วันนี้ฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง? มีอะไรที่ฉันสามารถทำเพื่อคุณได้บ้าง?”
เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับเฟบีไม่มากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่โดดเด่น นั่นคือ พระเจ้าบันทึกชื่อของเธอไว้ในพระคัมภีร์เพราะความเต็มใจที่จะรับใช้ และความพร้อมที่จะช่วยเหลือคนในคริสตจักรของเธอ
เช่น เมื่อเฟบีเห็นความต้องการในคริสตจักร เธอจะแน่ใจว่ามันได้รับการดูแล หากพื้นสกปรก เต็มไปด้วยขยะ หรือเปียกจากน้ำรั่วของเครื่องปรับอากาศ เธอจะทำความสะอาดทันที บทบาทของผู้รับใช้ที่เต็มใจยังคงเปิดกว้างอยู่สำหรับทุกคริสตจักรท้องถิ่น และทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ครับ
จงทักทายปราศรัยปริสสิลลาและอาควิลลา เหล่าผู้ช่วยเหลือของข้าพเจ้าในพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งได้ยอมพลีชีวิตของพวกเขาเองเพื่อป้องกันชีวิตของข้าพเจ้า ผู้ซึ่งข้าพเจ้าขอขอบคุณ และมิใช่ข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้น แต่คริสตจักรทุกแห่งของพวกคนต่างชาติด้วย – โรม 16:3-4
ต่อมาเราจะมาดูบุคคลสองคนคือ ปริสสิลลาและอาควิลลา พวกเขาเป็นช่างทำเต็นท์ ซึ่งเปาโลได้พบที่เมืองโครินธ์และนำพวกเขามาสู่ความเชื่อในพระเยซู (ดูกิจการอัครทูต 18) ในขณะนี้ พวกเขากลับมาที่กรุงโรมแล้ว เปาโลอธิบายว่าปริสสิลลาและอาควิลลาเป็น “ผู้ช่วยเหลือ”
ปริสคาและอาควิลลา มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกาศข่าวประเสริฐชื่ออปอลโล ให้เข้าใจข่าวประเสริฐมากขึ้น นั่นคือ เรื่องการตาย การถูกฝังไว้ และการคืนชีพของพระเยซู (กิจการอัครทูต 18:24-28)
ตอนที่แอดมินเพิ่งรับเชื่อใหม่ๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แอดมินไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพระคัมภีร์เลย เพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งได้แบ่งปันข่าวประเสริฐกับแอดมิน และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาก็บินกลับประเทศของเขา แอดมินรู้เพียงว่าพระเยซูตายเพื่อชดใช้บาปของแอดมิน และพระองค์รักแอดมินมาก แอดมินวางใจในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อแอดมิน
ตอนนั้น แอดมินไปคริสตจักรนานาชาติในกรุงเทพฯ ที่นั่น แอดมินได้พบกับผู้คนที่ใจดีมากมาย พวกเขาพาแอดมินไปทานข้าว สอนแอดมินอ่านพระคัมภีร์ วิธีการค้นหาข้อพระคัมภีร์
ต่อมา เมื่อแอดมินไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ มีมิชชันนารีชาวอเมริกันพาแอดมินไปทานข้าวและสอนหลักคำสอนในพระคัมภีร์ให้แอดมินเป็นการส่วนตัว แอดมินยังจำได้ว่าอาจารย์ท่านแสดงให้แอดมินเห็นจากพระคัมภีร์ว่าแอดมินสามารถมั่นใจในความรอดของแอดมินได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย และให้กำลังใจแอดมินให้ดำเนินชีวิตตามพระเยซูต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
คนเหล่านี้เหมือนกับปริสสิลลาและอาควิลลาสำหรับแอดมิน เมื่อคุณเพิ่งรับเชื่อใหม่ๆ มีใครในชีวิตของคุณที่เหมือนกับปริสสิลลาและอาควิลลาบ้างไหม วันนี้คุณเต็มใจที่จะรับใช้ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นั่นคือ การช่วยเหลือผู้เชื่อใหม่ให้เติบโตในความรู้ของพระเจ้าและพระคัมภีร์
จงทักทายปราศรัยมารีย์ ผู้ได้ตรากตรำทำงานหนักเพื่อพวกเรา – โรม 16:6
คนต่อมาชื่อ มารีย์ ซึ่งถูกกล่าวถึงในโรม 16:6 ข้อนี้ มีมารีย์หลายคนที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ แต่สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับมารีย์คนนี้คือ เธอได้ตรากตรำเพื่อคนในคริสตจักร การตรากตรำ หมายถึง การทำงานภาระหนัก
มารีย์คนนี้เป็นคนที่รับใช้คริสตจักรนอกเหนือจากหน้าที่อื่นๆ ของเธอ หากเราจะร่วมรับใช้ในคริสตจักรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบทบาทใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องมีเวลาให้เพิ่มเติมนอกเหนือจากเวลาของงานประจำวันและหน้าที่ที่เรามีอยู่แล้ว มารีย์น่าจะมีงานของเธอเองที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่เธอยังคงอุทิศเวลาและแรงกายเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลืองานของคริสตจักร
ทุกวันนี้ เราต้องการคนที่มีทัศนคติแบบนี้มากขึ้น ทุกคนในที่นี้มีงานที่ต้องทำ มีครอบครัวให้ดูแล และมีลูกหลานให้เลี้ยงดู พระเจ้าก็คาดหวังให้เราจัดการกับความรับผิดชอบเหล่านี้ให้ดี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้การทำงาน ครอบครัว หรือเวลา กลายเป็นข้ออ้างในการไม่รับใช้พระเจ้ากับทางคริสตจักรครับ
ขอฝากความคิดถึงมายังอูรบานัส ผู้ร่วมงานกับพวกเราในพระคริสต์ และสทาคิสที่รักของข้าพเจ้า – โรม 16:9
คนต่อมาชื่อ อูรบานัส ในโรม 16:9 ข้อนี้ เขาเป็นผู้ร่วมงานในพระคริสต์ คุณอาจจะแปลกใจที่เห็นว่าพระเจ้ายกย่องคนที่เป็นแค่เป็นผู้ช่วยเหลือในคริสตจักร
เราอาจจะคิดว่าพระเจ้ายกย่องเฉพาะมิชชันนารี ศิษยาภิบาล หรือครูสอนพระคัมภีร์เป็นหลัก เราอาจจะคิดว่าบทบาทเหล่านี้มีความสำคัญมาก ในขณะที่งานอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่สำคัญเท่า
แต่ความจริงแล้ว เราไม่สามารถคาดหวังให้ศิษยาภิบาลทำทุกอย่างในคริสตจักรได้ ไม่ว่าจะเป็นการเทศนา การสอน การจัดเก้าอี้ ไมโครโฟน กล้องถ่ายภาพ สั่งอาหาร ถูพื้น บันทึกบัญชี ทิ้งขยะ และอื่นๆ
พระเจ้าไม่เคยมองข้ามผู้ช่วยเหลือในคริสตจักร ทุกงานมีความสำคัญ และทุกความพยายามได้รับการสังเกตเห็นจากพระองค์ครับ
เอปาฟรัส ผู้ซึ่งเป็นคนหนึ่งในพวกท่าน เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ ฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน โดยทำงานหนักด้วยใจร้อนรนเผื่อพวกท่านในบรรดาการอธิษฐานอยู่เสมอ เพื่อพวกท่านจะยืนอยู่เป็นผู้ใหญ่และสมบูรณ์ครบถ้วนในพระประสงค์ทั้งสิ้นของพระเจ้า – โคโลสี 4:12
คนสุดท้าย เราจะมาอ่านใน โคโลสี 4:12 เราพบกับชายคนหนึ่งชื่อ เอปาฟรัส พระคัมภีร์บอกเราว่าเขาเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ เป็นที่รู้จักในเรื่องการอธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อผู้อื่น ใครจะไปคิดว่าพระเจ้าจะบันทึกชื่อของคนที่งานหลักเขาคือการอธิษฐานเพื่อผู้อื่น
การอธิษฐานเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่คริสเตียนสามารถทำได้ หากคุณได้รับความรอด คุณก็เป็นบุตรของพระเจ้า และคุณสามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นขณะขับรถ ขณะทำงานในครัว หรือแม้แต่ก่อนนอนในเวลากลางคืน พระเจ้ารับฟังคำอธิษฐานของคุณได้ทุกเรื่อง
เนื่องจากการอธิษฐานเป็นเรื่องง่ายมาก จึงมักถูกละเลยและถูกแทนที่ด้วยสิ่งสำคัญอื่นๆ ในชีวิต คุณอาจจะสังเกตเห็นแล้วว่าพระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานของเรา ตามกำหนดเวลาของเรา หากเป็นอย่างนั้นแล้ว คุณจะยังคงอธิษฐานเพื่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?
ในปีนี้ แอดมินอยากท้าทายให้คุณเลือกคนหนึ่งคนและอธิษฐานเพื่อเขาในทุกๆวัน เอปาฟรัสทำเช่นนี้ เขาได้อธิษฐานเพื่อคริสตจักร ขอให้พระเจ้าช่วยให้ผู้เชื่อเติบโตทางด้านจิตวิญญาณ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นกับพระเยซู และพระเจ้าก็ยอมรับคนที่อธิษฐานเพื่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
III. การประยุกต์ใช้ในชีวิต
พระเจ้าได้มอบพรสวรรค์พิเศษให้เราแต่ละคน เพื่อให้นำไปใช้ในงานรับใช้เพื่อพระองค์ และเพื่อช่วยสร้างเสริมสมาชิกในคริสตจักรของพระองค์ จำได้ไหมครับ เมื่อปีที่แล้วเราเรียนกันเรื่องอุปมาเงินตะลันต์ พระเจ้าไม่ได้ให้ทุกคนมีทักษะ ของประทานทางจิตวิญญาณที่เหมือนกัน พระองค์มอบให้มามากน้อยต่างกันไป ตามความสามารถของแต่ละคน แต่พระองค์ต้องการให้เราทำดีที่สุดกับสิ่งที่เรามี พระเยซูคาดหวังให้ผู้เชื่อแต่ละคนช่วยเหลือคริสตจักรของพระองค์ครับ
ขอพระเจ้าอวยพร
แอดมิน
อ้างอิง:
Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.





Users Today : 1
Users Last 30 days : 427
Total Users : 12297