เธอเชื่ออย่างนี้ไหม?
สวัสดีครับทุกคน วันนี้แอดมินจะมาพูดถึงเรื่องที่ทุกคนไม่ค่อยได้พูดถึงกัน นั่นก็คือ เรื่องความตาย เรื่องนี้คงไม่ใช่หัวข้อที่เราหยิบยกขึ้นมาคุยกันทุกวันใช่ไหมครับ? การสูญเสียคนที่เรารักไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แอดมินได้หาข้อมูลเรื่องนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เรามาดูกันครับ
- อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยในปี 2564 คือ 76.1 ปีสำหรับผู้หญิง และ 71.5 ปีสำหรับผู้ชาย
- สาเหตุการตายในประเทศไทยเกิดจากโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง สาเหตุการตายที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ อุบัติเหตุทางถนน
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณได้ใช้เวลาบนโลกนี้ไปนานเท่าไหร่แล้ว?
คุณจะมีชีวิตต่อไปได้อีกนานแค่ไหน?
สำหรับแอดมินแล้ว การพูดถึงเรื่องความตายไม่ใช่สิ่งที่แอดมินชอบทำ มันน่าเศร้า มันนำมาซึ่งความเจ็บปวด และรู้สึกเหมือนไม่มีความหวัง
แต่ทำไมเราต้องพบกับความตายในชีวิตของเรา?
พระคัมภีร์ให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เราสำหรับคำถามนั้น
โรม 5:12
เพราะเหตุนี้ บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป
เรื่องน่าเศร้านี้ย้อนไปถึงสมัยของอดัมในสวนเอเดน นั่นก็คือมนุษย์ไม่เชื่อฟังคำสั่งง่ายๆ จากพระเจ้า ที่ไม่ให้กินผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่ว (ปฐมกาล 2:17) และนั่นคือตอนที่สิ่งต่างๆในโลกนี้ตกต่ำลง ความบาปได้เข้ามาสู่โลกนี้ อีกทั้งความตายด้วยเช่นกันครับ
ถ้าเราทุกคนจะต้องตายในที่สุดแล้วเราจะมีความหวังอะไรไหม แอดมิน?
วันนี้เราจะมาดูการอัศจรรย์อย่างหนึ่งที่พระเยซูทำซึ่งจะทำให้คำถามนี้กระจ่างขึ้น
แอดมินชวนเรามาศึกษาข้อพระธรรมยอห์น บทที่ 11 เราจะพบเรื่องราวของพระเยซูที่ทำให้ชายคนหนึ่งที่ชื่อลาซารัสฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตาย
ยอห์น 11:1-7
มีชายคนหนึ่งชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี ซึ่งเป็นเมืองที่มารีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่นั้น (มารีย์ผู้นี้คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมองค์พระผู้เป็นเจ้า และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ ลาซารัสน้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่) ดังนั้นพี่สาวทั้งสองนั้นจึงให้คนไปเฝ้าพระองค์ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ดูเถิด ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่” เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า “โรคนั้นจะไม่ถึงตาย แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อพระบุตรของพระเจ้าจะได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น” พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส ดังนั้นครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์ยังทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสกับพวกสาวกว่า “ให้เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด”
จากพระคำข้างต้น เราได้รู้เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ชื่อลาซารัส เขาป่วยหนัก ลาซารัสมีพี่สาวสองคนคือมารีย์และมารธา คุณอาจจำมารีย์จากเรื่องอื่นในพระคัมภีร์ที่เธอชโลมเท้าของพระเยซูด้วยน้ำหอมราคาแพง และเอาผมของเธอเช็ด มารีย์และมารธากังวลเรื่องสุขภาพของลาซารัส พวกเธอจึงส่งคนไปบอกพระเยซูให้มาช่วย พวกเธอเชื่อว่าพระเยซูมีอำนาจที่จะรักษาลาซารัส และก็เชื่อว่าพระเยซูจะมาช่วยเหลือพวกเธอ
ใช่ครับ เป็นความจริงที่พระเยซูทราบว่าลาซารัสจะตายจากอาการป่วยของเขา แม้อาจฟังดูเข้าใจยาก แต่พระเยซูทราบว่าการตายของลาซารัสมีจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการนำพระสิริมาสู่พระเจ้า และคุณรู้อะไรไหม ไม่ว่าสภาพร่างกายของเราจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเราจะแข็งแรงหรือเจ็บป่วย พระเยซูยังคงรักเราและอยู่กับเราทุกย่างก้าว
แต่เอาเข้าจริง ชีวิตเราเป็นเรื่องยาก เราทุกคนเผชิญกับความท้าทายและการดิ้นรน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเงิน ปัญหาในครอบครัวหรือการแต่งงาน หรือปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อการทดลองเหล่านี้มาถึงเรา เราขอความช่วยเหลือและการนำทางจากพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ หรือเราตำหนิและบ่นกับพระเจ้าเกี่ยวกับปัญหาของเรา
1. การชะลอตอบสนองขององค์พระผู้ช่วยให้รอด
แอดมินอยากให้พวกเราทุกคนดูที่พระคำข้อที่ 6 ผู้ส่งสารบอกพระเยซูว่าลาซารัสกำลังป่วย และในฐานะผู้อ่าน เราคงคาดหวังให้พระเยซูไปรักษาเขาในทันที แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น พระเยซูเลื่อนการเดินทางออกไปอีกสองวันก่อนที่จะไปเยี่ยมลาซารัส
ในยุคนี้เราคุ้นเคยกับการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จอย่างรวดเร็วและทันทีทันใด เราไม่ชอบรอ บางครั้งเราใช้ชีวิตคริสเตียนด้วยวิธีเดียวกันนี้ เราอธิษฐานขอสิ่งต่างๆ และคาดหวังให้พระเจ้าตอบทันที พระคัมภีร์ข้อนี้แสดงให้เราเห็นว่าจังหวะเวลาของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอตอบสนองของพระองค์มีจุดประสงค์เฉพาะ บางครั้งเราก็คิดว่าพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐาน หรือไม่ตอบในแบบที่เราต้องการ เราต้องเรียนรู้ที่จะรอเวลาที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ ในพระคำข้อ 7 เราจึงเห็นว่าในที่สุดพระเยซูก็เริ่มเคลื่อนไหว
แคว้นยูเดียเป็นบริเวณรอบๆ กรุงเยรูซาเล็ม และถ้าคุณจำได้ก่อนหน้านี้ในพระธรรมยอห์น พระเยซูไปที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มและเห็นพวกสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องบูชา รวมถึงร้านรับแลกเงิน พระองค์ขับไล่พวกผู้แลกเงิน และต้อนฝูงสัตว์ออกจากพระวิหาร พระองค์เทเงินของผู้แลกเงิน และคว่ำโต๊ะรับแลกเงินเหล่านั้น (ยอห์น 2) พระองค์ยังเผชิญหน้ากับพวกฟาริสีที่ไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า แม้ว่าพระองค์จะเป็นพระเจ้าก็ตาม อันที่จริง พวกยิวพยายามเอาหินขว้างพระองค์ด้วยซ้ำ! (ยอห์น 8)
ให้เราอ่านข้อ 8 – 16
ยอห์น 11:8-16
พวกสาวกทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็วๆนี้พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย แล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ” พระเยซูตรัสตอบว่า “วันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา” พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า “ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว แต่เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้ตื่น” พวกสาวกของพระองค์ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเขาหลับอยู่เขาก็จะสบายดี” แต่พระเยซูตรัสถึงความตายของลาซารัส แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า “ลาซารัสตายแล้ว เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลายเราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น เพื่อท่านจะได้เชื่อ แต่ให้เราไปหาเขากันเถิด” โธมัสที่เรียกว่า ดิดุมัส จึงพูดกับเพื่อนสาวกว่า “ให้พวกเราไปด้วยเถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์”
ถ้าแอดมินเป็นหนึ่งในสาวกของพระเยซูในเวลานั้น แอดมินก็คงถามคำถามเดียวกันนี้ไปเหมือนกัน คือว่า “พระเยซูเพิ่งไปกรุงเยรูซาเล็มมานะ ผู้คนก็ขว้างปาก้อนหินใส่พระองค์ และพยายามจะฆ่าพระองค์” ดังนั้น คำถามทั่วไปที่อยู่ในใจแอดมินก็คงเป็น “พระเยซู ท่านยังอยากไปที่นั่นอีกเหรอ”
พระเยซูทราบว่าพระองค์มีเวลาจำกัดบนโลกนี้ และจำเป็นต้องทำงานในขณะที่พระองค์ยังอยู่ที่นี่ ในฐานะพระเจ้า พระองค์ทราบดีว่าเวลาที่พระองค์จะชดใช้บาปของโลกด้วยการตายบนไม้กางเขนนั้นใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์จึงจำเป็นต้องหาเวลาไปเยี่ยมลาซารัส แม้ว่าพระเยซูทราบว่าลาซารัสตายแล้ว แต่เหล่าสาวกก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์พูด พวกเขาคิดว่าลาซารัสกำลังหลับอยู่และคงจะสบายดี จนกระทั่งข้อ 14 พระเยซูพูดอย่างชัดเจนว่าลาซารัสตายไปแล้ว เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะทำให้ความเชื่อของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นในภายหลัง โธมัสเป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซูที่รู้ว่าการที่พระเยซูไปที่แคว้นยูเดียนั้นอันตรายเพียงใด ผู้คนต้องการทำร้ายพระองค์ เราสามารถจินตนาการว่า โธมัสพูดประมาณว่า “เอาล่ะ ไปกับพระเยซู กันเถอะ แม้ว่าเราจะตายด้วยกันก็ตาม” โธมัสกล้าหาญพอที่จะติดตามพระเยซู และวางใจในพระองค์ แม้ว่านั่นหมายถึงการเสี่ยงชีวิตก็ตาม
ให้เราอ่านข้อ 17 – 24
ยอห์น 11:17-24
ครั้นพระเยซูเสด็จมาถึงก็ทรงทราบว่า เขาเอาลาซารัสไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพสี่วันแล้ว หมู่บ้านเบธานีอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร พวกยิวหลายคนได้มาหามารธาและมารีย์ เพื่อจะปลอบโยนเธอเรื่องน้องชายของเธอ ครั้นมารธารู้ข่าวว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา เธอก็ออกไปต้อนรับพระองค์ แต่มารีย์นั่งอยู่ในเรือน มารธาจึงทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย แต่ถึงแม้เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์ก็ทราบว่า สิ่งใดๆที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่พระองค์” พระเยซูตรัสกับเธอว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” มารธาทูลพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า เขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้ายเมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา”
2. คำเชื้อเชิญของพระผู้ช่วยให้รอด
เมื่อพระเยซูมาถึง เรารู้ว่าลาซารัสตายไปแล้วสี่วัน หลายคนจากหมู่บ้านมาปลอบใจมารธาและมารีย์ แอดมินไม่ชอบไปงานศพเลย เพราะบรรยากาศมักจะมืดมน การเห็นผู้คนโศกเศร้าต่อคนรักที่จากไปเป็นเรื่องยาก แอดมินจำได้ถึงการไปงานศพครั้งสุดท้าย มันเป็นภาพที่ค่อนข้างเศร้า ญาติๆมีร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ที่นั่นเพื่อให้ทุกคนได้แสดงความเคารพครั้งสุดท้าย และแอดมินเห็นผู้คนร้องไห้ไปทั่ว พูดตามตรงมันเป็นวันที่น่าหดหู่ใจมาก
เมื่อมารธาได้ยินว่าพระเยซูมาถึง เธอรีบไปพบพระองค์ ในข้อ 21-22 เราเห็นว่ามารธาเชื่อว่าพระเยซูมีอำนาจรักษาลาซารัส และทำให้เขาหายเป็นปกติอีกครั้งหากพระองค์ได้อยู่ที่นั่นก่อนหน้านี้ เธอแสดงความเชื่อว่าถึงแม้ลาซารัสจะตายไปแล้ว แต่พระเยซูก็มีอำนาจพอที่จะทำให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ พระเยซูทรงยืนยันความเชื่อของเธอในข้อ 23 โดยกล่าวว่าลาซารัสจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง มารธาเองก็มีความเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนชีพด้วยเช่นกัน
ต่อไป ให้เราอ่านข้อ 25-27
ยอห์น 11:25-27
พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และผู้ใดที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” มารธาทูลพระองค์ว่า “เชื่อ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่จะเสด็จมาในโลก”
พระเยซูมีอำนาจเหนือชีวิตและความตาย พระคำข้อนี้เชื้อเชิญพวกเราให้เชื่อในพระองค์ พระเยซูไม่เพียงเป็นการฟื้นคืนชีพ แต่พระองค์ยังเป็นแหล่งชีวิตอีกด้วย (ยอห์น 14:6) พระองค์คือชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงสามารถฟื้นฟูมันได้ ผู้ที่ยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวจะได้รับชีวิตฝ่ายวิญญาณใหม่ที่ความตายไม่สามารถเข้ามาย่างกราย ชีวิตนิรันดร์มีมอบให้แก่ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เราสามารถเห็นมารธาเป็นสตรีแห่งความเชื่อได้เช่นกัน คำกล่าวของเธอคือสิ่งที่พระเยซูต้องการได้ยินจากพวกเรา
แล้วคุณล่ะ คุณไว้วางใจพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของคุณหรือไม่?
เราจะอ่านข้อ 28-37 ต่อ
ยอห์น 11:28-37
เมื่อเธอทูลดังนี้แล้ว เธอก็กลับไปและเรียกมารีย์น้องสาวกระซิบว่า “พระอาจารย์เสด็จมาแล้ว และทรงเรียกเจ้า” เมื่อมารีย์ได้ยินแล้ว เธอก็รีบลุกขึ้นไปเฝ้าพระองค์ ฝ่ายพระเยซูยังไม่เสด็จเข้าไปในเมือง แต่ยังประทับอยู่ ณ ที่ซึ่งมารธาพบพระองค์นั้น พวกยิวที่อยู่กับมารีย์ในเรือนและกำลังปลอบโยนเธออยู่ เมื่อเห็นมารีย์รีบลุกขึ้นและเดินออกไปจึงตามเธอไปพูดกันว่า “เธอจะไปร้องไห้ที่อุโมงค์” ครั้นมารีย์มาถึงที่ซึ่งพระเยซูประทับอยู่และเห็นพระองค์แล้ว จึงกราบลงที่พระบาทของพระองค์ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์ประทับอยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย” ฉะนั้นเมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเธอร้องไห้ และพวกยิวที่มากับเธอร้องไห้ด้วย พระองค์ก็ทรงคร่ำครวญร้อนพระทัยและทรงเป็นทุกข์ และตรัสถามว่า “พวกเจ้าเอาศพเขาไปไว้ที่ไหน” เขาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า เชิญเสด็จมาดูเถิด” พระเยซูทรงพระกันแสง พวกยิวจึงกล่าวว่า “ดูเถิด พระองค์ทรงรักเขาเพียงไร” และบางคนก็พูดว่า “ท่านผู้นี้ทำให้คนตาบอดมองเห็น จะทำให้คนนี้ไม่ตายไม่ได้หรือ”
มารธาไปบอกมารีย์ว่าพระเยซูมาแล้ว มารีย์รีบไปพบพระองค์ พระเยซูยังไปไม่ถึงหมู่บ้านเบธานีและยังอยู่ที่ที่มารธาไปพบพระองค์ ผู้คนที่มาปลอบโยนมารีย์ก็ติดตามเธอไปหาพระเยซูเช่นกัน เมื่อมารีย์พบพระเยซู เธอล้มลงแทบเท้าของพระองค์ เช่นเดียวกับมารธา มารีย์พูดกับพระเยซูในลักษณะเดียวกันว่า “ถ้าพระองค์มาเร็วกว่านี้ ลาซารัสก็คงไม่ตาย” ในตอนนี้เองเราเห็นพระเยซูแสดงอารมณ์แห่งความสงสาร และความเศร้าโศกของพระองค์ ในฐานะผู้เชื่อ เราไม่ควรกลัวที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อพระเจ้า พระองค์เข้าใจสิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ เพราะพระองค์ก็ทรงผ่านมันมาเช่นกัน เราควรเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์และไม่พยายามซ่อนอะไรจากพระผู้ช่วยให้รอดเพราะพระองค์ทรงห่วงใยเรา
3. อำนาจเหนือความตายของพระผู้ช่วยให้รอด
ให้เราอ่านข้อ 38 – 40
ยอห์น 11:38-40
พระเยซูทรงคร่ำครวญร้อนพระทัยอีก จึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ อุโมงค์ฝังศพนั้นเป็นถ้ำ มีศิลาวางปิดปากไว้ พระเยซูตรัสว่า “จงเอาศิลาออกเสีย” มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว” พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าก็จะได้เห็นสง่าราศีของพระเจ้า”
พระเยซูไปยังสถานที่เก็บศพของลาซารัส ณ อุโมงค์ฝังศพ อุโมงค์ฝังศพในยุคนั้นมักเป็นถ้ำตามไหล่เขาหรือโขดหิน มีพื้นที่พอให้คนเดินเข้าไปได้ หลังจากการฝังศพ หินก้อนใหญ่ถูกกลิ้งขวางทางเข้า เมื่อพระเยซูขอให้ผู้คนเอาหินออก มารธาคัดค้าน โดยบอกว่าลาซารัสตายมาแล้วสี่วัน และร่างกายของเขาคงเริ่มเน่าเปื่อยไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ในเวลานั้นพวกเขาไม่มีฟอร์มาลินเพื่อรักษาศพ ดังนั้นศพที่ตายมาแล้วสี่วันคงไม่น่ามองเป็นแน่!
ให้เราอ่านข้อ 41 – 44
ยอห์น 11:41-44
พวกเขาจึงเอาศิลาออกเสียจากที่ซึ่งผู้ตายวางอยู่นั้น พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว จึงเปล่งพระสุรเสียงตรัสว่า “ลาซารัสเอ๋ย จงออกมาเถิด” ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันศพพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงแก้แล้วปล่อยเขาไปเถิด”
ผู้คนทำตามที่พระเยซูบอกให้ทำและนำหินออก แล้วพระเยซูก็ขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดา คำอธิษฐานของพระเยซูคือให้ผู้ที่อยู่ที่นั่นเชื่อว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า หลังจากอธิษฐานเสร็จ แอดมินชอบฉากที่พระเยซูร้องเสียงดังเป็นพิเศษว่า “ลาซารัส ออกมา!” ปาฏิหาริย์ในการชุบชีวิตคนตายนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเพราะฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และพระเยซูก็มีอำนาจเช่นนั้น ในที่จริง พระเยซูเองก็คือพระเจ้าที่ปรากฎในเนื้อหนัง เราเห็นว่าลาซารัสได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆ แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเรามากนักเกี่ยวกับลาซารัสหลังจากที่เขาฟื้นจากความตาย แต่เรารู้ว่าเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ให้เราดูว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปในข้อ 45 – 50
ยอห์น 11:45-50
ดังนั้นพวกยิวหลายคนที่มาหามารีย์และได้เห็นการกระทำของพระเยซู ก็เชื่อในพระองค์ แต่พวกเขาบางคนไปหาพวกฟาริสี และเล่าเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำให้ฟัง ฉะนั้นพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริสีก็เรียกประชุมสมาชิกสภาแล้วว่า “เราจะทำอย่างไรกัน เพราะว่าชายผู้นี้ทำการอัศจรรย์หลายประการ ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้ คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา แล้วพวกโรมก็จะมาริบเอาทั้งที่และชนชาติของเราไป” แต่คนหนึ่งในพวกเขา ชื่อคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย และไม่พิจารณาด้วยว่า จะเป็นประโยชน์แก่เราทั้งหลาย ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่งเพื่อประชาชน แทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ”
คุณรู้หรือไม่ว่าการอัศจรรย์ที่พระเยซูเพิ่งทำมีผลสองอย่าง?
ชาวยิวบางคนเชื่อในพระองค์ แต่บางคนไม่เชื่อและไปบอกพวกฟาริสีเกี่ยวกับเรื่องนี้ การที่ลาซารัสฟื้นจากความตายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริสี พวกเขาพูดว่า “เอาล่ะ เราต้องมีการประชุม และหาทางที่จะทำอะไรสักอย่างกับชายที่ชื่อ เยซู คนนี้” ผู้นำชาวยิวรู้ว่าหากพวกเขาไม่ทำอะไร ชาวโรมันจะเข้ามา และทำให้พวกเขาลำบากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น คายาฟาส มหาปุโรหิตในสมัยนั้นจึงกล่าวว่า “ให้พระเยซูตายเพียงคนเดียวก็ดีกว่าให้อิสราเอลทั้งประเทศต้องแตกสลาย”
คุณรู้หรือไม่ว่า มีสองสามเหตุการณ์ที่พระเยซูทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพในช่วงเวลาที่พระองค์อยู่บนโลก? เราเพิ่งศึกษาเรื่องราวที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งไป – เรื่องลาซารัส และยังมีคนอื่นๆ เช่น ลูกสาวของไยรัส (มัทธิว 9:18-26; มาระโก 5:41, 42; ลูกา 8:40-56) และลูกชายของหญิงม่าย (ลูกา 7:11-15) เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พวกเขาถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง แต่ท้ายสุดแล้วพวกเขาก็ยังหนีความตายไม่พ้นอยู่ดี
ตอนนี้ความตายยังคงดูเหมือนจะมีชัยชนะเหนือชีวิตของมนุษย์
เมื่อเราศึกษาเรื่องราวของลาซารัสที่ฟื้นขึ้นมาจากความตาย เราสามารถได้บทเรียนสำคัญบางอย่างสำหรับชีวิตประจำวันของเรา
- เราควรจำไว้ว่าแม้ว่าพระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐานของเราทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะไม่ฟัง เวลาและแผนการของพระองค์สมบูรณ์แบบ และเราควรวางใจว่าพระองค์รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา ตามที่กล่าวไว้ใน 1 ยอห์น 5:14 ถ้าเราทูลขอสิ่งใดตามพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์จะฟังเรา
- ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซู ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด เรามั่นใจได้ว่าพระเยซูมีชัยชนะเหนือความตาย และผู้ที่เชื่อในพระองค์จะไม่มีวันตายอย่างแท้จริง เราจึงไม่ต้องกลัวความตายเพราะเรารู้ว่าพระเยซูสามารถจัดการเรื่องนี้ได้
- หากคุณมีคนที่คุณรักที่ยังไม่รู้จักพระเยซู อย่ากลัวที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขา อธิษฐานขอโอกาสในการแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้รับของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์จากพระเยซูด้วยเช่นกัน
ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
แอดมิน



Users Today : 6
Users Last 30 days : 357
Total Users : 10700