ก็เป็นคนบาปด้วยกันทั้งนั้นแหละ
สวัสดีครับทุกคน ตอนนี้สถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้จะจบหรือสิ้นสุดเมื่อไหร่ หากเรามัวแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แน่นอนว่าจิตใจของเราย่อมหดหู่เป็นธรรมดา
ในฐานะผู้ที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ เราควรจดจ่อกับเรื่องราวฝ่ายจิตวิญญาณ ผ่านทางพระคำของพระเจ้าที่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ไม่มีอะไรที่จะหนุนใจเราได้ดีไปกว่าพระวจนะอันเที่ยงแท้ของพระเจ้าครับ
เป็นเวลาเกือบสองปีแล้วตั้งแต่แอดมินได้เขียนโพสแรก ผ่านทางเว็บ youngtimothy.blog ในหัวข้อสำคัญ เรื่องความรอด วันนี้แอดมินขอเตือนใจทุกคนที่ได้รับเชื่อและมีองค์พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว ให้ระลึกถึงหลักคำสอนเบื้องต้นเรื่องนี้กันอีกครั้ง เราจะมาดูข้อพระคัมภีร์หลายๆข้อด้วยกันวันนี้ ว่าพระเจ้ามองดูมนุษย์ว่าเป็นอย่างไรกันครับ
เราเริ่มอ่านข้อพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมกันก่อนครับ
(Psalms 14:2) The LORD looked down from heaven upon the children of men, to see if there were any that did understand, and seek God.
(Psalms 14:3) They are all gone aside, they are all together become filthy: there is none that doeth good, no, not one.
(สดุดี 14:2) พระเยโฮวาห์ทรงมองลงมาจากฟ้าสวรรค์ ดูบุตรทั้งหลายของมนุษย์ว่าจะมีคนใดบ้างที่เข้าใจที่เสาะแสวงหาพระเจ้า
(สดุดี 14:3) เขาทั้งหลายก็หลงเจิ่นไปหมด เขาทั้งหลายก็เลวทรามลงเหมือนกันสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี ไม่มีเลย
พระคำข้อนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย ใครก็ตามที่อ่านออก เขียนได้ ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ก็มีหลายคนเมื่อเขาอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ ต่างปฏิเสธและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พระเจ้าเขียนไว้
พระคัมภีร์ข้อนี้บอกพวกเราชัดเจนว่า ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี ไม่มีเลย
เรามาดูพระคัมภีร์ข้อต่อมากันครับว่า พระเจ้ามองดูคนเราว่าเป็นอย่างไรกัน
(Ecclesiastes 7:20) For there is not a just man upon earth, that doeth good, and sinneth not.
(ปัญญาจารย์ 7:20) แน่ทีเดียวไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวบนแผ่นดินโลก ที่ได้ประพฤติล้วนแต่ความดี และไม่กระทำบาปเลย
พระเจ้าเองก็ยังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อมนุษย์ ผ่านทางสายพระเนตรพระองค์ พระเจ้าไม่เห็นว่ามีใครสักคนที่เป็นคนชอบธรรมบนแผ่นดินโลก ที่ได้ประพฤติล้วนแต่ความดี และไม่กระทำบาปเลย แอดมินมั่นใจว่าใครก็ตามที่อ่านพระคำข้อนี้ย่อมเข้าใจถึงสิ่งที่พระคัมภีร์พยายามสื่อ พระคำข้อนี้ไม่มีอะไรที่ยากต่อการเข้าใจเลย เป็นข้อความ ประโยคที่ไม่ได้ซับซ้อนเลย สำหรับบางคนพระคัมภีร์ข้อนี้อาจจะยากที่พวกเขาจะยอมรับได้ครับ
เรามาอ่านกันต่อในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ครับ
(Romans 3:10) As it is written, There is none righteous, no, not one:
(Romans 3:11) There is none that understandeth, there is none that seeketh after God.
(โรม 3:10) ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า `ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย
(โรม 3:11) ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำจำกัดความของคำว่า “ชอบธรรม” ไว้ว่า ถูกตามหลักธรรมถูกตามนิตินัย พระเจ้าได้ใช้อัครทูตเปาโลให้บันทึกถึงสิ่งที่พระองค์ยังมองต่อมนุษย์เราครับ เห็นได้ว่า พระองค์ยังมีมุมมองเหมือนเดิมที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย พระเจ้ามองมนุษย์ทุกคนและเห็นว่าไม่มีสักคนเลยที่เป็นคนชอบธรรม
เรามาอ่านพระคัมภีร์ข้อต่อมากันครับ
(Romans 3:23) For all have sinned, and come short of the glory of God;
(โรม 3:23) เหตุว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า
พระคัมภีร์ข้อนี้ พระเจ้าสรุปมุมมองของพระองค์ให้มนุษย์ได้ทราบอย่างสั้น กระชับ ได้ใจความว่าพวกเขาทุกคนทำบาป ไม่มีใครสักคนเดียวเลยที่ไม่เคยทำบาป นี่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่พระเจ้าไม่สามารถอนุญาตให้จิตวิญญาณของคนเหล่านั้นที่ตายไปเข้าสู่สวรรค์ได้ครับ
อย่างไรก็ตาม พระเจ้ามีทางออกให้กับปัญหาความบาปของมนุษย์ทุกคนแล้ว แอดมินหนุนใจให้ทุกคนลองอ่านพระคัมภีร์ข้อต่อไปนี้อย่างช้าๆครับ
(Romans 3:24) Being justified freely by his grace through the redemption that is in Christ Jesus:
(Romans 3:25) Whom God hath set forth to be a propitiation through faith in his blood, to declare his righteousness for the remission of sins that are past, through the forbearance of God;
(Romans 3:26) To declare, I say, at this time his righteousness: that he might be just, and the justifier of him which believeth in Jesus.
(โรม 3:24) แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เราเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว
(โรม 3:25) พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น
(โรม 3:26) และเพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
คนเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าเห็นว่าเป็นผู้ที่ชอบธรรมก็คือ องค์พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าและไม่มีความบาปใดๆในพระองค์เลย นอกจากนี้ค่าไถ่ของความบาปของมวลมนุษย์ต้องแลกมาด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ในวันที่พระองค์ถูกตรึงและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนครับ หากปราศจากพระโลหิตของพระเยซูคริสต์แล้ว เราก็ไม่มีทางที่จะลบล้างบาปได้เลยครับ
แอดมินขอให้ทุกคนอ่าน พระคำ โรม 3:26 ดีๆอีกครั้งหนึ่งครับ
…และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย.
ข้อพระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่าพระเจ้าจะเปลี่ยนมุมมองของพระองค์ที่มองมายังมนุษย์ หากเขาคนนั้นตัดสินใจเชื่อในพระเยซูครับ ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในใจของพวกเขาว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปเขา ได้ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นในวันที่สาม ผู้นั้นก็จะได้รับความรอด การลบล้างบาป รวมถึงได้รับชีวิตนิรันดร์เป็นของประทานจากพระเจ้าครับ
เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ เราเห็นได้ชัดว่าการทำความดีใดๆก็ตามของตัวบุคคลไม่สามารถที่จะนำดวงจิตวิญญาณของเขาเมื่อตายไปแล้วเข้าสู่สวรรค์ได้เลยครับ
ก่อนจากกัน แอดมินขอทิ้งท้ายโพสนี้ด้วยพระคำโรม 10:8-13 ครับ
(Romans 10:8) But what saith it? The word is nigh thee, even in thy mouth, and in thy heart: that is, the word of faith, which we preach;
(Romans 10:9) That if thou shalt confess with thy mouth the Lord Jesus, and shalt believe in thine heart that God hath raised him from the dead, thou shalt be saved.
(Romans 10:10) For with the heart man believeth unto righteousness; and with the mouth confession is made unto salvation.
(Romans 10:11) For the scripture saith, Whosoever believeth on him shall not be ashamed.
(Romans 10:12) For there is no difference between the Jew and the Greek: for the same Lord over all is rich unto all that call upon him.
(Romans 10:13) For whosoever shall call upon the name of the Lord shall be saved.
(โรม 10:8) แต่ความชอบธรรมนั้นว่าอย่างไร ก็ว่า “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากของท่านและอยู่ในใจของท่าน” คือคำแห่งความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่นั้น
(โรม 10:9) คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด
(โรม 10:10) ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด
(โรม 10:11) เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า `ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์นั้นก็จะไม่ได้รับความอับอาย’
(โรม 10:12) เพราะว่าพวกยิวและพวกกรีก ไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันของคนทั้งปวง ซึ่งทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์
(โรม 10:13) เพราะว่า `ผู้ใดที่จะร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด’
พระเจ้าไม่เคยหวังให้คนหนึ่งคนใดถึงความพินาศ ตายไปแล้วจิตวิญญาณลงสู่นรก ท้ายสุดไปสู่ยังบึงไฟเลยครับ ทางออกและทางรอด พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้ทุกคนแล้ว ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ ไม่มีใครแล้วในโลกนี้ที่จะสามารถช่วยคนบาปอย่างทั้งแอดมิน และทุกคนที่อ่านโพสนี้ให้รอดได้ครับ
วันนี้หากใครยังมีลมหายใจอยู่ ได้อ่านโพสนี้ แต่ยังไม่เคยเชื่อในใจเรื่องของพระเยซูคริสต์ ก็สามารถอ่านพระคัมภีร์ข้างต้น อีกครั้งได้นะครับ
เมื่อเรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ที่ไม่เคยทำดีเพียงพอ และไม่สามารถทำดีได้เพียงพอ หนทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้นครับที่จะช่วยให้รอดพ้นจากนรก บึงไฟได้
หลักคำสอนพื้นฐานเรื่อง “ความรอด” สามารถอ่านได้จากโพส “จะรอดไหมเนี่ย” ครับ
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน



Users Today : 6
Users Last 30 days : 347
Total Users : 10700