พระคริสต์ทรงสถิตในท่าน
แอดมินชวนทุกคนมาศึกษากันต่อในเรื่อง“ความลึกลับของพระเจ้า” (The Mysteries of God) ครับ พระเจ้าเปิดเผยให้เราทราบตามข้อพระคัมภีร์ 1 ทิโมธี 3:16 ว่าพระองค์ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ได้ลงมาบังเกิดรับสภาพเนื้อหนังแห่งกายมนุษย์ในโลกใบนี้ และต้องตายเพื่อไถ่บาปของพวกเราทุกคน ความลึกลับในเรื่องนี้ ทุกคนสามารถเข้าไปอ่านกันได้ที่โพส “พระเจ้าทรงปรากฏในเนื้อหนัง” ครับ
ความลึกลับเรื่องต่อมาของพระเจ้า สามารถอ่าน พบเจอได้ที่พระคัมภีร์ โคโลสี 1:26-27 ครับ
(Colossians 1:26) Even the mystery which hath been hid from ages and from generations, but now is made manifest to his saints:
(Colossians 1:27) To whom God would make known what is the riches of the glory of this mystery among the Gentiles; which is Christ in you, the hope of glory:
(โคโลสี 1:26) คือข้อความลึกลับซึ่งซ่อนเร้นอยู่หลายยุคและหลายชั่วอายุนั้น แต่บัดนี้ได้ทรงโปรดให้เป็นที่ประจักษ์แก่วิสุทธิชนของพระองค์แล้ว
(โคโลสี 1:27) พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะสำแดงให้คนต่างชาติรู้ว่า อะไรเป็นความมั่งคั่งของสง่าราศีแห่งข้อลึกลับนี้คือที่พระคริสต์ทรงสถิตในท่านอันเป็นที่หวังแห่งสง่าราศี
เมื่อผู้เชื่อได้รับความรอด เขาคนนั้นก็มี พระคริสต์ทรงสถิต ในตัวของเขาครับ
พระคัมภีร์ข้างต้นกล่าวว่านี่เป็น ข้อความลึกลับซึ่งซ่อนเร้นอยู่หลายยุคและหลายชั่วอายุ
เราทราบกันดีแล้วว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เองบริสุทธิ์และไม่มีบาปมลทินใดๆเลย
เมื่อเราได้รับความรอดแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์นี้ได้ทรงสถิตในตัวของเราครับ
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สถิตอยู่ในร่างกายของคนบาป (ที่ได้รับความรอด)!
แอดมินชวนให้ทุกคนคิดตามครับ
พระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์มีบัลลังก์อยู่ในสวรรค์
ตามพระคัมภีร์ โคโลสี 1:27 เมื่อเราได้รับความรอด พระคริสต์ทรงสถิตในตัวเรา
ดังนั้นพระเยซูคริสต์ควรมีบัลลังก์ในตัวผู้เชื่อทุกคน พูดง่ายๆก็คือ พระองค์ควรเป็นผู้ขับเคลื่อนชีวิตของผู้เชื่อทุกคน
แต่บ่อยครั้งในชีวิตของผู้เชื่อ พระเยซูคริสต์กลับไม่ได้มีบัลลังก์ในตัวของพวกเลย
ผู้เชื่อหลายคน รวมทั้งแอดมินเอง บ่อยครั้งเลือกที่จะขับเคลื่อนชีวิต และทำตามแนวทางของตัวเองครับ
ทุกวันนี้ผู้เชื่อหลายคนเข้าใจผิดในเรื่องของความรอด
พวกเขาคิดว่าเมื่อได้รับความรอดแล้ว ปัญหา ความเดือดร้อนต่างๆในชีวิตจะไม่มีอีกต่อไป
บางคนกลับยิ่งคิดว่าเมื่อได้รับความรอดแล้ว ชีวิตของเขาจะดีขึ้น มีทรัพย์สินเงินทองล้นพ้น
ในชีวิตจริง บางคนได้รับความรอด แต่โรคมะเร็งก็ไม่ได้หายขาด
บางคนได้รับความรอด แต่กลับเจอกับปัญหาชีวิตแต่งงาน ต้องหย่าร้าง
บางคนได้รับความรอด แต่ลูกๆกลับติดยาเสพติด
ผู้เชื่อหลายคนยึดติดกับความหวังเฉพาะสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา แทนที่จะสนใจกับชีวิตนิรันดร์ในภายภาคหน้าครับ
ผู้เชื่อทุกคนต้องกลับมาสู่ความจริงตามข้อพระคัมภีร์
(John 16:33) These things I have spoken unto you, that in me ye might have peace. In the world ye shall have tribulation: but be of good cheer; I have overcome the world.
(ยอห์น 16:33) เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว”
พระเจ้าบอกกับพวกเราทุกคนว่าอย่างไรครับ?
ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก
พระเจ้าบอกกับผู้เชื่อทุกคนอย่างชัดเจนครับว่า เราต้องเจอกับปัญหา ความกดดัน การกดขี่ข่มเหง ความไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตามเมื่อปัญหาหรือความทุกข์ยากใดๆเข้ามาในชีวิตของผู้เชื่อ แอดมินขอให้ทุกคนจำไว้นะครับว่า พระคริสต์ทรงสถิตในท่าน
พระองค์อยู่กับเราแม้ท่ามกลางปัญหาหรือมรสุมต่างๆแห่งชีวิตครับ
ต่อมาก็คือ ผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้ว จะมีธรรมชาติ สอง อย่างในตัวของเขาครับ
มันคืออะไรกันเหรอ แอดมิน?
ธรรมชาติแห่งความบาป (sinful nature) และธรรมชาติแห่งวิญญาณจิตใหม่ (new spiritual nature)
ก่อนที่เราได้รับความรอดนั้น เราเข้าข้างตัวเองเสมอเวลาที่ทำบาปไป เช่น เมื่อโกหก ดื่มเหล้าสุรา โกรธ ทะเลาะวิวาท เราไม่รู้สึกว่าซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งผิด
ในทางกลับกัน เมื่อผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้ว ในยามที่เขาทำสิ่งไม่ดีหรือบาปต่างๆ เขาจะรู้สึกไม่สบายใจ กระวนกระวายใจ
เขาพยายามกลบเกลื่อนสิ่งเหล่านั้นที่เขาได้ทำไป แต่ก็เหมือนมีบางสิ่งในตัวของเขาที่ราวกับจะพูดว่า “สิ่งนั้นไม่ถูกต้อง” หรือ “นั่นเป็นสิ่งผิด”ผู้เชื่อคนนั้นก็ไม่มีสันติสุขในใจของเขาอีกต่อไป
นี่ก็คือ ธรรมชาติแห่งวิญญาณจิตใหม่
ซึ่งธรรมชาตินี้สามารถพัฒนาและเติบโตขึ้นได้ ผ่านการประชุมนมัสการคริสตจักรเชื่อพระคัมภีร์ การอ่านข้อพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการร่วมรับใช้พันธกิจต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติแห่งความบาปก็ไม่ได้หายไปไหนนะครับ
ธรรมชาตินี้จะพยายามที่จะกลบเกลื่อนความบาปอยู่เสมอ
มันจะพยายามให้ข้ออ้างต่างๆ เช่น “คนอื่นๆเขาก็ทำกัน” “สิ่งนี้ไม่บาปสักหน่อย” “ลองแล้วจะติดใจ”
แอดมินชวนทุกคนมาอ่านข้อพระคัมภีร์ โรม 7:18-19 กันครับ
(Romans 7:18) For I know that in me (that is, in my flesh,) dwelleth no good thing: for to will is present with me; but how to perform that which is good I find not.
(Romans 7:19) For the good that I would I do not: but the evil which I would not, that I do.
(โรม 7:18) ด้วยว่าข้าพเจ้ารู้ว่าในตัวข้าพเจ้า (คือในเนื้อหนังของข้าพเจ้า) ไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่
(โรม 7:19) ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่
พระคัมภีร์ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่าง ธรรมชาติแห่งความบาป และธรรมชาติแห่งวิญญาณจิตใหม่ ของผู้เชื่อที่ได้รับความรอด ครับ
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็มีทางออกและความช่วยเหลือให้กับผู้เชื่อทุกคน ตามข้อพระคัมภีร์ กาลาเทีย 5:16 ครับ
(Galatians 5:16) This I say then, Walk in the Spirit, and ye shall not fulfil the lust of the flesh.
(กาลาเทีย 5:16) แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณและท่านจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง
ผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้วมีธรรมชาติทั้งสองอย่างนี้ครับ
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า พวกเขาเลือกจะทำอย่างไรกับสิ่งนี้
เราจะยังคงเลือกป้อนธรรมชาติแห่งความบาปในทุกวัน?
หรือเราจะอธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยเสริมสร้างธรรมชาติแห่งวิญญาณจิตใหม่กันครับ?
วันนี้หากใครก็ตามที่ได้รับความรอดแล้ว แอดมินก็ขอหนุนใจว่า
พระคริสต์ทรงสถิตในท่านอันเป็นที่หวังแห่งสง่าราศี
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน



Users Today : 6
Users Last 30 days : 357
Total Users : 10700