ยินดีบากบั่นมุ่งมั่นไป
สวัสดีครับ วันนี้แอดมินชวนทุกคนมาลองอ่านพระธรรมฟีลิปปีบทที่ 3 กันครับ ความชื่นชมยินดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอก ไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย แต่เป็นการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับพระเยซูคริสต์ เอาเข้าจริงเราเองไม่สามารถรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้สถานการณ์ของชีวิตจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน สุขภาพ หรือครอบครัว แต่หากเรามีพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวแล้ว เราก็มั่นใจได้เลยว่าพระเยซูจะไม่ทอดทิ้งเรา พระองค์รับประกันความรอดของเรา และคำสัญญาที่ว่าจะได้อยู่กับพระเยซูในสวรรค์หลังความตายก็ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ
เราทุกคนที่นี่ล้วนมีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ได้มารู้จักพระเยซูคริสต์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดเป็นการส่วนตัว มีช่วงเวลาหนึ่งที่เราตัดสินใจว่าพระเยซูจะเป็นความหวังเดียวในชีวิตของเรา โดยเชื่อว่าพระองค์ตายเพื่อชดใช้บาปของเรา ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนชีพอีกครั้งในวันที่สาม แอดมินเองอยากใช้เวลานี้เล่าคำพยานส่วนตัวสั้นๆ แอดมินได้มาเชื่อในพระเยซูคริสต์เมื่อตอนอายุ 27 ปี ในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 ตอนนี้ก็เข้าสู่เดือนพฤษภาคม ปี 2567 แล้ว ถือว่าเป็นวันครบรอบ 10 ปีพอดี นับตั้งแต่วันที่แอดมินยอมรับพระเยซูเป็นพระเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัว ย้อนเวลากลับไปนั้น มีเพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งมาที่กรุงเทพฯ เขาเล่าถึงเรื่องความรักของพระเจ้า บอกแอดมินถึงเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ และไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เขาก็เดินทางกลับประเทศเกาหลีใต้ จากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็ 10 ปีมาแล้ว แอดมินอยากขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้าสำหรับามดีของพระองค์ที่ช่วยแอดมินเสมอมา
ก่อนอาจารย์เปาโลมาเป็นคริสเตียน เขาสังกัดกลุ่มศาสนาที่เคร่งครัดเรียกว่า “ฟาริสี” เขามีภูมิหลังที่โดดเด่น ได้รับการศึกษาจากกามาลิเอล อาจารย์ธรรมบัญญัติยิวชั้นนำคนหนึ่งในขณะนั้น (กิจการ 22:3) เปาโลมาจากเผ่าเบนยามิน (ฟิลิปปี 3:5) ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความภักดีหลังจากที่ประเทศอิสราเอลแตกแยก เขาจริงจังในความเชื่อตามที่ได้รับการสอนมา มหาปุโรหิตยังได้อนุญาตให้เขาสามารถไปเข้าจับกุมและข่มเหงพวกคริสเตียนได้ (กิจการ 9:1-2)
พันธสัญญาเดิมจากพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 13:5 กล่าวไว้ว่า หากผู้เผยพระวจนะคนใดในแผ่นดินนำผู้คนอิสราเอลไปปรนนิบัติพระอื่น ผู้เผยพระวจนะคนนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย ก่อนที่อาจารย์เปาโลจะกลับใจใหม่ เขาไม่เชื่อว่าพระเยซูคือองค์พระผู้เป็นเจ้าที่มาปรากฏในสภาพเนื้อหนัง เขามองว่าพระเยซูเป็นเพียงผู้พยากรณ์เท็จอีกคนหนึ่งที่ชักนำผู้คนให้ห่างไกลจากพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล ด้วยความเชื่อที่เข้าใจผิดนี้ เขาเริ่มข่มเหงคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ใครก็ตามที่อ้างว่าเชื่อและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติพันธสัญญาเดิมอย่างจริงจัง ก็คงจะทำเช่นเดียวกันกับอาจารย์เปาโลที่ข่มเหงและให้โทษถึงตายของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศาสดาพยากรณ์เทียมเท็จ
อย่างไรก็ตาม พระเยซูคริสต์พิสูจน์แล้วว่าพระองค์ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จเลย อาจารย์เปาโลเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ ณ ถนนสู่เมืองดามัสกัส ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เรามาดูข้อพระคำ กิจการ 9:3-6 กัน
(กิจการ 9:3) เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้นมีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ
(กิจการ 9:4) เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสแก่เขาว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม”
(กิจการ 9:5) เซาโลจึงทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราคือเยซู ที่เจ้าข่มเหง ซึ่งเจ้าถีบประตักก็ยากนัก”
(กิจการ 9:6) เซาโลก็ตัวสั่นและรู้สึกประหลาดใจจึงถามว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ประสงค์จะให้ข้าพระองค์ทำอะไร” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่เขาว่า “เจ้าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมือง และเจ้าจะต้องทำประการใดจะมีคนบอกให้รู้”
เปาโลไปหามหาปุโรหิตเพื่อขอหนังสือให้อำนาจเขาสามารถจับกุมผู้เชื่อคริสเตียนได้ ขณะที่เขาเดินทางไปตามถนนสู่เมืองดามัสกัส พระคัมภีร์กล่าวว่ามีแสงสว่างจากสวรรค์ส่องรอบตัวเขา เปาโลล้มลงกับพื้นและได้ยินเสียงถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงข่มเหงผู้อื่น
อาจารย์เปาโลรู้ได้ว่านี่เป็นเสียงจากสวรรค์ และเป็นเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่างไรก็ตาม เสียงดังกล่าวระบุตัวเองว่าเป็นพระเยซูผู้ที่เปาโลกำลังข่มเหงอยู่ เวลานั้นเขาได้ตระหนักถึงความจริงว่า พระเยซูคือพระเจ้าที่มาปรากฏอยู่ในสภาพมีเนื้อหนัง อาจารย์เปาโลต้องตกใจแน่ๆ เขาคิดผิดมาตลอด พระเยซูคริสต์จริงๆแล้วคือพระเจ้าจริงนี่เอง! เปาโลจึงได้เชื่อในเรื่องนี้ เป้าหมายชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา
วันนี้เราจะมาเรียนรู้จากพระคัมภีร์ว่าผู้เชื่อควรดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างไร และเราจะมีความยินดีในการบากบั่นมุ่งมั่นใช้ชีวิตในฐานะคริสเตียนตามแนวทางที่พระเจ้าได้เขียนผ่านทางอาจารย์เปาโลกัน
เราจะเริ่มต้นด้วย ฟีลิปปี 3:12
(ฟีลิปปี 3:12) มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาตามอย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว
ชีวิตของอาจารย์เปาโลเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อเขาพบพระเยซูบนถนนสู่เมืองดามัสกัส ก่อนหน้านี้เขาเองมุ่งมั่นใช้วิถีชีวิตชาวยิวอย่างเคร่งครัด (กิจการ 26:4) เขาสังกัดเป็นส่วนหนึ่งของนิกายฟาริสีซึ่งเข้มงวดที่สุด เขามีความรู้เกี่ยวกับธรรมบัญญัติพันธสัญญาเดิม เขาสืบเชื้อสายมาจากเผ่าเบนยามินซึ่งยังคงภักดีต่อเชื้อสายของดาวิด ให้เรามาดูคำพยานส่วนตัวของอาจารย์เปาโลใน กิจการ 26:15-18
(กิจการ 26:15) ข้าพระองค์ทูลถามว่า `พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด’ พระองค์จึงตรัสว่า `เราคือเยซูซึ่งเจ้าข่มเหง
(กิจการ 26:16) แต่ว่าจงลุกขึ้นยืนเถิด ด้วยว่าเราได้ปรากฏแก่เจ้าเพื่อจะตั้งเจ้าไว้ให้เป็นผู้รับใช้และเป็นพยานถึงเหตุการณ์ซึ่งเจ้าเห็น และถึงเหตุการณ์ที่เราจะแสดงตัวเราเองแก่เจ้าในเวลาภายหน้า
(กิจการ 26:17) เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากชนชาตินี้และจากคนต่างชาติที่เราจะใช้เจ้าไปหานั้น
(กิจการ 26:18) เพื่อจะให้เจ้าเปิดตาของเขา เพื่อเขาจะกลับจากความมืดมาถึงความสว่าง และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษความผิดบาปของเขา และให้ได้รับมรดกด้วยกันกับคนทั้งหลายซึ่งถูกแยกตั้งไว้แล้วโดยความเชื่อในเรา’
หลังจากที่อาจารย์เปาโลได้พบกับพระเยซูผู้ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา อาจารย์เปาโลได้มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซู พระเยซูเองก็ได้มอบหมายงานสำคัญแก่เขา นั่นคือให้อาจารย์เปาโลบอกทุกคนเกี่ยวกับข่าวประเสริฐ เรื่องการตาย การถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนชีพของพระเยซู ข่าวประเสริฐนี้ทรงพลัง สามารถนำผู้คนออกจากความมืดฝ่ายจิตวิญญาณ และนำพวกเขาเข้าสู่ความสว่างของพระเจ้า เนื้อหาข่าวประเสริฐนี้มีค่าสำหรับเราเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราวางใจพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดของเรา การอภัยบาปของเราเกิดขึ้นได้ เมื่อเราหันไปหาพระเยซู อาจารย์เปาโลไม่เคยลืมภารกิจของเขา แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เช่น ถูกทุบตีหรือ ติดคุกก็ตาม อาจารย์เปาโลยังคงมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่พระเจ้าได้ขอให้เขาทำ
เรามาอ่านฟีลิปปี 3:13-14 กันต่อ
(ฟีลิปปี 3:13) พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
(ฟีลิปปี 3:14) ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับในพระเยซูคริสต์
การใช้ชีวิตคริสเตียนก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ฟูลมาราธอนมีระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร มีใครเคยวิ่งมาราธอนบ้างไหม? นักวิ่งจะต้องฝึกซ้อมสม่ำเสมอ รักษาร่างกายให้แข็งแรง มีวินัยก่อนเข้าแข่งขัน ในทำนองเดียวกัน การใช้ชีวิตแบบคริสเตียนเป็นกระบวนการตลอดชีวิต เหมือนกับการวิ่งมาราธอน มันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ไม่เหมือนกับความรอดซึ่งเกิดขึ้นทันทีเมื่อคุณวางใจในพระเยซูคริสต์
ให้เราลองพิจารณาเรื่องนี้ คุณต้องบอกร่างกายของคุณเมื่อถึงเวลาที่ต้องอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ และไปโบสถ์ เรื่องเหล่านี้มันต้องใช้ความพยายามในส่วนของคุณ เช่นเดียวกับเช้าวันนี้ พวกเราทุกคนที่นี่ต้องตัดสินใจว่าเมื่อตื่นขึ้นมาว่าเป็นวันอาทิตย์ เราควรไปโบสถ์
อาจารย์เปาโลรู้ดีว่างานที่เขาทำเพื่อพระเจ้า โดยทำตามคำแนะนำของพระองค์ จะนำไปสู่รางวัลในที่สุด เขารู้ว่ามีเส้นชัยในชีวิตคริสเตียน ดังนั้นเขาจึงพยายามทุกวันเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ขณะที่เขียนถึงคริสตจักรในเมืองฟีลิปปี เขายังไม่ได้รับรางวัลนั้นเต็มจำนวน แต่เขายังคงทำงานที่พระเยซูมอบให้เขาต่อไป อาจารย์เปาโลมั่นใจว่าการรับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์จะได้รับการตอบแทนในสวรรค์ แม้ว่ารางวัลเหล่านั้นจะยังไม่ปรากฏให้เห็นในโลกนี้ก็ตาม
แล้วคุณล่ะ หากคุณไม่เห็นรางวัลใดๆ จากการรับใช้พระเจ้าในชีวิตนี้ คุณจะยังคงทำสิ่งที่พระเจ้าขอจากคุณหรือไม่?
บทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณที่เราสามารถประยุกต์ได้จาก ข้อ 13 คือ การเรียนรู้ที่จะลืมอดีต เราแต่ละคนได้ทำสิ่งที่เราไม่ภาคภูมิใจ หรือมีผลที่ตามมาจากความบาปนั้น อย่างไรก็ตาม การที่เราจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีตก็ไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งที่ล่วงไปแล้วเราเองก็ไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงได้
อย่างอาจารย์เปาโลก่อนที่ท่านจะกลับใจใหม่มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็ได้ข่มเหงคริสเตียนเป็นจำนวนมาก เขาเองก็น่าจะจำได้ดีถึงสิ่งที่เขาเคยทำมาในอดีต เช่น การจับกุมผู้เชื่อ หรือแม้แต่อยู่ร่วมเหตุการณ์ขว้างหินใส่สเทเฟน คริสเตียนคนแรกที่พลีชีพจนตัวตาย (กิจการ 7:57-58) อย่าลืมว่าตอนนี้ความหวังของเราอยู่ที่พระเยซูคริสต์ เราสามารถสลัดความรู้สึกผิดในอดีต และมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่พระองค์จะช่วยให้เราเป็น เราต้องเติบโตในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า รักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นการอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ให้บ่อยขึ้น หรือการร่วมมาโบสถ์แบ่งปันความเชื่อหนุนใจกันและกัน
พระเยซูพร้อมและเต็มใจช่วยเหลือเราเสมอ เราเพียงแค่ต้องยอมให้พระองค์ทำงานผ่านเรา
ข้อ 14 น่าสนใจมาก พระคัมภีร์บอกเราว่าผู้เชื่อจะได้รับรางวัลจากงานที่ทำเพื่อพระเยซู นับตั้งแต่วันแรกที่เราได้รับความรอด การกระทำและแรงจูงใจของเราในการรับใช้พระเจ้าจะถูกประเมินโดยพระเยซู การประเมินนี้มีอธิบายไว้ในพระคัมภีร์ว่าจะเกิดขึ้นที่ “บัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์” (2 โครินธ์ 5:10) เรามาอ่านเพิ่มเติมในเรื่องนี้กัน
(2 โครินธ์ 5:10) เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว
หากคุณได้รับความรอดแล้ว คุณจะเข้าสู่บัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ในท้ายที่สุด โอกาสที่จะได้รับรางวัลนั้นมีเฉพาะในช่วงเวลาที่คุณอยู่บนโลกนี้เท่านั้น ดังนั้นจงใช้โอกาสให้คุ้มค่าที่สุดเพื่อพระเยซูในวันนี้ ด้วยแรงจูงใจที่ถูกต้อง!
เราต้องขอบคุณพระเจ้าที่ได้ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษร ให้เราได้อ่านเกี่ยวกับรางวัลนี้ พระเจ้าบอกเราล่วงหน้าถึงเกณฑ์การประเมินการรับใช้ที่เรามีต่อพระองค์ บางทีเราควรหยุดและไตร่ตรองว่าเหตุใดพระเจ้ายอมให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกวันหนึ่ง เป็นไปได้ไหมที่พระองค์มีภารกิจเฉพาะสำหรับเรา? เช่นเดียวกับอาจารย์เปาโล บางทีเราควรเริ่มอธิษฐานอย่างจริงจังและขอให้พระเจ้าเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าพระองค์ต้องการให้เราทำอะไร
ต่อไป เราจะอ่านฟีลิปปี 3:15-16
(ฟีลิปปี 3:15) เหตุฉะนั้นให้เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วมีใจคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดสำแดงสิ่งนี้ให้แก่ท่านด้วย
(ฟีลิปปี 3:16) แต่เราได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป คือให้เราคิดเห็นอย่างเดียวกัน
จากข้อ 14 ผู้เชื่อจะได้รับรางวัลสำหรับงานและการรับใช้พระเยซูคริสต์ เราต้องคำนึงถึงความจริงข้อนี้ และไม่เสียสมาธิ บางครั้งเราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องงาน ครอบครัว และเรื่องอื่นๆ มากจนเราละเลยชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ บางครั้งการใช้ชีวิตในฐานะคริสเตียนที่ดี เราอาจรู้สึกห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ เราอาจคิดว่าไม่สามารถทำให้พระเจ้าพอใจในชีวิตของเราได้ บางทีในปีนี้ เราควรอุทิศเวลามากขึ้นในการเรียนรู้จากพระคัมภีร์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคริสเตียน เราควรอธิษฐานมากขึ้น ขอให้พระเจ้าช่วยเราที่จะใช้ชีวิตให้เป็นที่พอใจของพระองค์ เราสามารถรับใช้ได้มากขึ้นเพื่อที่เราจะได้ตรวจดูว่ามีด้านใดที่ต้องพัฒนาปรับปรุงอีกบ้าง
เราไม่มีทางรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร อาจมีช่วงเวลาแห่งเสียงหัวเราะ ตามมาด้วยช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า ไม่ว่าสถานการณ์ชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร พระเจ้าบอกให้เราจับตาดูพระองค์ และอย่าละสายตาจากรางวัลอันเป็นนิรันดร์ ทำสิ่งที่คุณทำได้เพื่อพระเยซูต่อไป
หากคุณยังอายุไม่มาก ร่างกายแข็งแรง มีกำลังวังชา จงใช้สิ่งนี้เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า หากตอนนี้คุณไม่ได้มีเรี่ยวแรงเหมือนแต่ก่อน คุณก็สามารถอธิษฐานเผื่อผู้อื่นได้อยู่เสมอ บ่อยครั้งรางวัลจากการรับใช้พระเยซูไม่ปรากฏให้เห็นหรือเกิดขึ้นทันทีในชีวิตนี้ แต่ดังที่เราได้อ่านในข้อพระคัมภีร์ไปแล้ว มีรางวัล มีบำเหน็จในสวรรค์แน่นอน ดังนั้นก็อย่าลืมกัน
ต่อไป เราจะอ่านฟีลิปปี 3:17
(ฟีลิปปี 3:17) พี่น้องทั้งหลาย ท่านจงประพฤติตามแบบข้าพเจ้า และคอยดูคนทั้งหลายเหล่านั้นที่ประพฤติตามแบบเดียวกัน เหมือนท่านทั้งหลายได้พวกเราเป็นตัวอย่าง
อาจารย์เปาโลท้าทายชาวฟีลิปปีและเราในฐานะผู้อ่านยุคปัจจุบัน ให้พยายามบรรลุเป้าหมายในการเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์โดยทำตามแบบอย่างของท่านเอง อาจารย์เปาโลยอมรับว่าท่านมีข้อบกพร่องของตัวเองในข้อ 12 เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดหวังให้ผู้อ่านเลียนแบบเขาในทุกๆด้าน แต่เน้นที่การพัฒนาชีวิตส่วนตน และการเป็นผู้ใหญ่ในฐานะคริสเตียน
การเป็นผู้ใหญ่ในฐานะคริสเตียน หมายถึง การเห็นว่าคนอื่นดีกว่าตนเอง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่น้องในพระคริสต์คนอื่นๆ และให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เชื่อคนอื่นๆ (ฟิลิปปี 2:3-4) คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้มาโดยธรรมชาติ เราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพื่อใช้ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ
ในสมัยของอาจารย์เปาโล ตอนนั้นยังไม่มีพระคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ให้ได้อ่านกัน วันนี้เราโชคดีที่สามารถเข้าถึงพระวจนะของพระเจ้าทั้งเล่มผ่านทางพระคัมภีร์ เมื่อเราได้อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ เราจะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังจากเราในฐานะคริสเตียน รู้ถึงแนวทางการใช้ชีวิตที่ให้เกียรติและเป็นที่พอใจของพระเจ้า พระองค์สัญญาว่าจะช่วยเรา ถ้าเรายอมให้พระองค์ทำงานผ่านเรา เป็นการดีที่จะหยุดและไตร่ตรองตัวเราเองเป็นครั้งคราวเพื่อดูว่าเรายังต้องปรับปรุงด้านใดในชีวิตบ้าง พระเจ้าห่วงใยสุขภาพฝ่ายจิตวิญญาณของเรามาก
เรามาอ่าน ฟีลิปปี 3:18-19 กันต่อ
(ฟีลิปปี 3:18) (เพราะว่ามีคนหลายคนที่ประพฤติตัวเป็นศัตรูต่อกางเขนของพระคริสต์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บอกท่านถึงเรื่องของเขาหลายครั้งแล้ว และบัดนี้ยังบอกท่านอีกด้วยน้ำตาไหล
(ฟีลิปปี 3:19) ปลายทางของคนเหล่านั้นคือความพินาศ พระของเขาคือกระเพาะ เขายกความที่น่าอับอายของเขาขึ้นมาโอ้อวด เขาสนใจในวัตถุทางโลก)
เชื่อหรือไม่ว่า ชีวิตคริสเตียนมักจะถูกโลกจับตามอง พวกเขาถือว่าเรามีมาตรฐานที่สูง เป็นเหตุผลว่าทำไมการรักษาคำพยานที่ดีทั้งภายในและภายนอกโบสถ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่ต้องการที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเยซูไม่ให้มาหาพระองค์
ที่โบสถ์เรามักจะแสดงพฤติกรรมที่ดีที่สุดของเรา เราควรยึดถือมาตรฐานเดียวกันนี้เมื่อเราอยู่ที่บ้านกับครอบครัว หรือทำงานกับเพื่อนร่วมงานในสำนักงาน พระเยซูเน้นถึงเรื่องการรับใช้และการเสียสละต่อผู้อื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับค่านิยมและปรัชญาของโลก พระเยซูต้องการให้ผู้ติดตามพระองค์ให้ความสำคัญของความต้องการของผู้อื่นก่อน และมองหาทุกโอกาสในการรับใช้
ให้เราอ่านฟีลิปปี 3:20-21
(ฟีลิปปี 3:20) ฝ่ายเราเป็นชาวแผ่นดินสวรรค์ เรารอคอยพระผู้ช่วยให้รอดซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์ คือพระเยซูคริสต์เจ้า
(ฟีลิปปี 3:21) พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงสง่าราศีของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพซึ่งพระองค์ทรงสามารถปราบสิ่งสารพัดลงใต้อำนาจของพระองค์
สองข้อสุดท้ายของบทนี้มีความหมายทางฝ่ายจิตวิญญาณที่สำคัญ เวลาของเราบนโลกนี้กำลังจะผ่านพ้นไป สิ่งที่เรามีอยู่ ทั้งอาชีพ ครอบครัว เงินทอง และเพื่อนฝูง จะค่อยๆ หายไปในที่สุด เราแต่ละคนมีวันหมดอายุของตัวเอง ซึ่งเราไม่รู้ เราทุกคนล้วนต้องตาย เพราะค่าจ้างของความบาปคือความตาย (โรม 6:23)
การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คนใดคนหนึ่งสามารถทำได้ในชีวิตนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับ การแต่งงานหรือเลือกประกอบอาชีพ แต่เกี่ยวกับการยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของพวกเขา การตัดสินใจเรื่องนี้จะต้องทำในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ดังที่มาระโก 8:36 กล่าวไว้ว่า “เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไรถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน” จิตวิญญาณของมนุษย์อยู่อย่างนิรันดร์ ไม่ในสวรรค์ก็ในนรก หากคุณยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของคุณแล้ว คุณสามารถมั่นใจในความรอดได้เลย ในชีวิตนี้เมื่อคุณมั่นใจแล้วว่าคุณจะได้อยู่กับพระเยซูในสวรรค์ สิ่งนี้ทำให้คุณสบายใจมากขึ้นเลยทีเดียว
พระคัมภีร์บอกเราด้วยว่าพระเยซูจะกลับมาอีกในไม่ช้า พระองค์จะมารับคริสตจักรของพระองค์ ซึ่งก็คือบรรดาผู้ที่ได้รับความรอดให้มาอยู่กับพระองค์ ทั้งผู้เชื่อที่ตายไปแล้ว และผู้เชื่อที่ยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้เรียกว่า “การรับขึ้นของคริสตจักร” ตามที่สอนในพระคัมภีร์ (1 เธสะโลนิกา 4:14-17) แม้ว่าเราจะไม่ทราบวันที่ เวลา หรือฤดูกาลที่แน่นอนของเหตุการณ์นี้ แต่เราสามารถมั่นใจในความจริงของพระคัมภีร์ได้เลย ถ้าพระคัมภีร์บอกว่ามันจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้น เราไม่ควรมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์นั้น แต่มุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคลมากกว่า ก็คือองค์พระเยซูคริสต์
นับตั้งแต่ความบาปได้เข้ามาในโลก มันส่งผลกระทบต่อทุกสิ่ง รวมถึงร่างกายของเราที่อ่อนแอลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากในทุกๆวันนี้ พระคัมภีร์กล่าวว่าร่างกายของเราอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมเนื่องจากความบาป แต่ก็มีความหวัง เมื่อคริสตจักรถูกรับขึ้นไปอยู่กับพระเยซู ร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนให้สมบูรณ์เหมือนดั่งของพระเยซู (1 โครินธ์ 15:51-54) ลองนึกดูถึงสภาพร่างกายที่ไม่มีความบาปอีกต่อไป ร่างกายที่ความบาปถูกขจัดออกไปแล้วจดหมดสิ้น นี่เป็นการแสดงฤทธิ์เดชของพระเจ้าอันน่าอัศจรรย์
เราจะนำความจริงในพระคัมภีร์นี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?
- จำไว้ว่ามีรางวัลสำหรับงานทั้งหมดที่เราทำเพื่อพระเจ้า เมื่อคุณรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ หรืออยากเลิกใช้ชีวิตคริสเตียน โปรดจำไว้ว่าการเดินทางครั้งนี้คือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น ขอให้กระตือรือร้น ทำสิ่งที่คุณทำได้และรับใช้พระเยซูต่อไป มั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าจะไม่ลืมงานที่คุณทำเพื่อพระองค์ในชีวิตนี้แน่นอน
- การกระทำของเรามักจะดังกว่าคำพูดของเราเสมอ เราต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตในฐานะ คริสเตียน รักษาคำพยานที่ดีทั้งในและนอกโบสถ์ ผู้คนกำลังจับตาดูเรา เราไม่ต้องการเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้อื่นหันเหไปจากพระเยซู เราควรหมั่นอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ และขอพระเจ้าให้ช่วยเราที่จะใช้ชีวิตในแบบที่พระองค์พอใจ
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน
อ้างอิง:
Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.’
Tyndale (Series Ed.). (2003). Life application study bible-KJV-large print. Wheaton, IL: Tyndale House.



Users Today : 6
Users Last 30 days : 347
Total Users : 10700