คำอุปมาเรื่องผู้หว่าน

สวัสดีครับวันนี้ แอดมินชวนทุกคนมาศึกษากันเรื่องคำอุปมาของพระเยซู เรื่องที่เราจะเรียนกันวันนี้มีบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณที่สำคัญ มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า มีใครชอบปลูกต้นไม้บ้างไหมครับ? แอดมินเคยได้ยินเรื่องตลกเกี่ยวกับคนที่ดูแลแม้แต่ต้นกระบองเพชรยังไม่ได้เลย มันคือต้นไม้ทะเลทรายที่ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย แต่คนนั้นกลับไปรดน้ำมากเกินไป จนต้นกระบองเพชรตายเลย

การที่ต้นไม้หรือดอกไม้จะสวยงามได้นั้นต้องมีความพยายามดูแล มีหลายปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ดิน และการรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ อาจมีแมลงหรือวัชพืชมารบกวนต้นไม้และดอกไม้เหล่านั้น และถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พวกมันก็ไม่อาจเจริญเติบโตได้ดีเท่าที่ควร

คำอุปมาเรื่องผู้หว่านนี้เข้าใจได้ไม่ยาก ก่อนที่เราจะปลูกอะไรนั้น จำเป็นต้องมีการเตรียมดินก่อน เช่น พรวนดิน กำจัดวัชพืช และดินเองต้องมีสารอาหารที่เหมาะสม เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม เป็นธาตุอาหารหลัก 3 ชนิดที่จำเป็นต่อการปลูกพืช ช่วยเพิ่มคุณภาพดินและเพิ่มผลผลิต การปลูกพืชต้องอาศัยความพยายาม ต้องวางแผนและมีเป้าหมาย ในขณะที่การหว่านนั้น เหมือนเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงอะไร โยนเมล็ดพันธุ์ไปทั่วโดยหวังว่ามันคงไปตกลงบนดินที่ไหนสักแห่ง

เราจะเริ่มต้นด้วยข้อ 1 และ 2

และพระองค์ทรงตั้งต้นสั่งสอนที่ชายทะเลอีก และประชาชนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงได้เสด็จลงไปในเรือลำหนึ่ง และประทับนั่งในทะเล และประชาชนทั้งหมดนั้นอยู่ริมทะเลบนบก และพระองค์ได้ตรัสสั่งสอนพวกเขาหลายประการเป็นคำอุปมา และตรัสแก่พวกเขาในหลักคำสอนของพระองค์ว่า – มาระโก 4:1-2

ในบทนี้พระเยซูอยู่ที่ทะเลกาลิลี ประชาชนมากมายมาหาพระองค์ ผู้คนต่างพากันเบียดเสียดเข้ามาหาพระเยซู พระองค์จึงลงไปในเรือ เรือแล่นออกไปกลางทะเล พระเยซูนั่งอยู่ในเรือ จากที่นั้นพระองค์สั่งสอนประชาชน เสียงของพระองค์ก้องกังวานไปไกลผ่านคลื่นกระแสน้ำที่เป็นเหมือนเครื่องขยายเสียงในโรงภาพยนต์ จากนั้นพระเยซูเริ่มสอนผู้คนโดยใช้คำอุปมา ในพระคัมภีร์ คำอุปมามักถูกนำมาใช้เพื่อแสดงภาพของความจริงฝ่ายจิตวิญญาณโดยการเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

I. คำอุปมาเรื่องผู้หว่าน: ทำความเข้าใจดินแต่ละประเภท

ให้เราอ่านข้อ 3-9 กัน

“จงฟัง ดูเถิด ผู้หว่านคนหนึ่งออกไปเพื่อหว่าน และต่อมาขณะที่เขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง และพวกนกแห่งฟ้าอากาศก็มากินเมล็ดพืชนั้นเสีย และบ้างก็ตกบนดินที่มีหินเยอะ ซึ่งเป็นที่ ๆ เมล็ดพืชนั้นมีเนื้อดินไม่มาก และมันงอกขึ้นทันที เพราะมันมีดินไม่ลึก แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เมล็ดพืชนั้นก็ถูกแผดเผา และเพราะเหตุมันไม่มีราก มันจึงเหี่ยวไป และบ้างก็ตกท่ามกลางต้นหนามทั้งหลาย และต้นหนามเหล่านั้นก็งอกขึ้น และปกคลุมเมล็ดพืชนั้นเสีย และมันจึงไม่เกิดผล และเมล็ดพืชอื่น ๆ ก็ตกบนดินดี และเกิดผลที่งอกขึ้นและจำเริญขึ้น และออกผล สามสิบเท่าบ้าง และหกสิบเท่าบ้าง และหนึ่งร้อยเท่าบ้าง” และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ผู้ที่มีหูที่จะฟัง จงให้ผู้นั้นฟังเถิด” – มาระโก 4:3-9

พระเยซูสอนประชาชนเกี่ยวกับอุปมาเรื่องผู้หว่าน คนนี้ออกไปและโปรยเมล็ดพืช เมล็ดพืชตกลงบนดินกี่ประเภท? ใช่แล้ว มีดินอยู่ 4 ประเภท

ดินประเภทแรกคือดินตามหนทาง คุณสังเกตไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ถูกต้อง นกมาจิกกินมัน!

ตอนที่ผมไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ มีสถานที่ที่เรียกว่า “ประตูท่าแพ” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมประตูเมืองโบราณ แต่ขึ้นชื่อเรื่องฝูงนกพิราบจำนวนมาก นักท่องเที่ยวหลายคนชอบมาถ่ายรูปกับฝูงนกพิราบเหล่านี้ และพ่อค้าหัวใสก็ขายเมล็ดพืชให้แก่นักท่องเที่ยวมาโปรยให้นกพิราบกินเพื่อให้ช่างภาพสามารถเก็บภาพช่วงเวลานั้นไว้ได้ ผมจำได้ว่าเห็นนักท่องเที่ยวไปโปรยเมล็ดพืชเต็มถุงไปทั่ว และฝูงนกพิราบขนาดใหญ่ก็มาจิกกินมัน

ดินประเภทที่สองที่เมล็ดพันธุ์ตกลงไปคือพื้นหิน ดินตรงนี้ตื้น มีชั้นหินอยู่ใต้ผิวดิน เมล็ดพันธุ์ยังสามารถงอกได้อยู่ แต่ก็แห้งเหี่ยวไปอย่างรวดเร็วเมื่อแสงแดดส่องมา นำความชื้นออกไปหมด เมล็ดพันธุ์เหล่านี้อยู่รอดไม่ได้ พวกมันอาจจะงอกพ้นดินขึ้นมา แต่เนื่องจากความลึกของดินไม่เพียงพอสำหรับหยั่งราก พวกมันจึงเหี่ยวเฉาไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาคือดินประเภทที่สาม เมล็ดพันธุ์ตกลงไปบนดินที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืชหนามแหลม เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นงอกออกมา แต่พืชหนามเหล่านั้นกลับมาบีบรัดมันไว้ ทำให้มันไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่

ดินประเภทที่สี่นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา เมล็ดพันธุ์ตกลงไปบนดินที่ดี หยั่งรากและเริ่มเจริญเติบโต ด้วยดินที่ดี เมล็ดพันธุ์จึงออกผลแตกต่างกันไป สังเกตตรงนี้ไว้นะครับ เพราะเราจะมาขยายความในภายหลัง บ้างเกิดผลสามสิบเท่า หกสิบเท่า และบ้างก็ออกผลร้อยเท่า การเกิดผลนั้นย่อมคาดหวังได้จากเมล็ดพันธุ์ที่ตกลงไปบนดินที่ดี

สำหรับข้อ 9 ผมชอบวลีที่พระเยซูพูดว่า “ใครมีหู จงฟังเถิด” คุณเดาออกไหมว่า วลีนี้ปรากฏในพระคัมภีร์กี่ครั้ง? คำตอบคือ สี่ครั้ง มันถูกกล่าวถึงใน มัทธิว 11:15 มาระโก 4:9 ลูกา 8:8 และ ลูกา 14:35

หูเป็นอวัยวะเพื่อการฟังเสียงต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถยนต์วิ่งบนถนน หรือเสียงคนพูดในโฆษณาต่างก็เข้ามาสู่หูของเราทุกวัน บ่อยครั้งที่เราไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น พระเยซูบอกกับประชาชนให้ตั้งใจฟัง และใส่ใจในสิ่งที่พระองค์กำลังสอนผ่านอุปมาเรื่องผู้หว่านนี้ เมื่อพระเจ้าพูด เราควรตั้งใจฟัง ยุคสมัยนี้พระเจ้าพูดกับเราผ่านทางพระวจนะของพระองค์ในพระคัมภีร์

II. อธิบายคำอุปมา: บทเรียนและการประยุกต์ใช้คำสอนของพระเยซู

ถ้าเรามีเพียงแค่พระคำ 7 ข้อนี้ที่เพิ่งอ่านไป ก็คงไม่มีทางรู้เลยว่าพระเยซูกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่เรามีพระคัมภีร์ทั้งเล่มที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกเรา เมื่อพระเจ้าต้องการให้เรารู้บางสิ่งจากพระวจนะของพระองค์ พระองค์จะอธิบายให้เราฟัง ตั้งแต่ข้อที่ 10-20 พระเยซูได้อธิบายความหมายของคำอุปมาเรื่องผู้หว่านให้กับเหล่าสาวกของพระองค์ เราไปต่อกันที่ข้อ 10

และเมื่อพระองค์ทรงอยู่ตามลำพัง คนเหล่านั้นที่อยู่รอบพระองค์พร้อมกับสาวกสิบสองคนนั้น ได้ทูลถามพระองค์เรื่องคำอุปมานั้น – มาระโก 4:10

พระเยซูอยู่กับสาวกสิบสองคนของพระองค์ตามลำพัง ดูเหมือนว่ากลุ่มฝูงชนบางคนหลังจากได้ยินคำอุปมาแล้วก็จากไป คนที่เหลืออยู่คือผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำอุปมาที่พระเยซูสอนจริงๆ

คุณเองล่ะ? คุณอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์ไหม? คุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคริสเตียนอย่างมีชัยชนะหรือไม่? สิ่งที่เราสามารถประยุกต์ใช้ได้คือการใช้เวลากับพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น

ต่อไปให้เราอ่านข้อ 11-12

และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ข้อความลึกลับแห่งอาณาจักรของพระเจ้าโปรดให้ท่านทั้งหลายทราบได้ แต่สำหรับคนเหล่านั้นที่อยู่ภายนอกนั้น สิ่งสารพัดเหล่านี้จะแจ้งให้เป็นคำอุปมาทั้งหลาย เพื่อว่าพวกเขาจะเห็นได้ และไม่รับรู้ และพวกเขาจะได้ยิน และไม่เข้าใจ เกรงว่าในเวลาใดพวกเขาจะกลับใจเสียใหม่ และบาปทั้งหลายของพวกเขาจะถูกยกโทษให้พวกเขา” – มาระโก 4:11-12

มีหลายสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจจากสองข้อนี้ ในบทก่อนหน้าของพระธรรมมาระโก เราเห็นพระเยซูทำการอัศจรรย์มากมาย พระองค์รักษาชายที่ถูกผีเข้า รักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ขับไล่เหล่าวิญญาณชั่ว ทำให้คนโรคเรื้อนหายสะอาด รักษาชายที่เป็นอัมพฤกษ์ และทำให้ชายที่มือลีบกลับคืนเป็นปกติ

การอัศจรรย์เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระเยซูคือพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นกายมนุษย์ และก็เป็นพระเมสสิยาห์ตามคำพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม ชาวยิวในขณะนั้นมีสองปฏิกิริยาตอบสนองหลักๆ ต่อการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำ บางคนไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ถึงขั้นกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้หมิ่นประมาทพระเจ้า คนเหล่านี้คือผู้นำทางศาสนาในยุคนั้น ส่วนประชาชนบางกลุ่มเชื่อผ่านเหตุการณ์อัศจรรย์เหล่านี้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า

การที่พระเยซูแสดงการอัศจรรย์ต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์ไม่ใช่แค่เป็นคนธรรมดาหรือผู้เผยพระวจนะเท่านั้น การชุบชีวิตลาซารัสให้คืนชีพหลังจากเขาตายไปแล้วสี่วันและถูกฝังไว้ในอุโมงค์ (ยอห์น 11) ก็เป็นอีกหนึ่งการอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ ข่าวเรื่องการอัศจรรย์นี้ไปถึงพวกฟาริสี พวกเขาควรจะกลับใจและมามนัสการพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ทว่า ผู้นำทางศาสนาเหล่านั้นกลับวางแผนที่จะฆ่าพระองค์เสียแทน

ผู้นำทางศาสนาเหล่านี้มีใจแข็งกระด้าง ไม่ว่าพระเยซูจะพูดอะไรก็ตาม พวกเขาไม่รับฟังเลย พวกเขาเห็นการปรากฏตัวของพระเจ้าอยู่ตรงหน้าแท้ๆ พวกเขาบางคนอาจได้เห็นการอัศจรรย์ต่างๆด้วยตาตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็ยังคงเลือกที่จะไม่เชื่อ หากบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมยังมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้น และได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคนโรคเรื้อนให้หาย ทำให้พายุสงบ ทำให้คนขาเปียะเดินได้ และคนใบ้พูดได้ พวกเขาก็จะยอมรับทันทีว่านี่คือองค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง ผู้ซึ่งพวกเขาได้พยากรณ์เอาไว้

ด้วยการต่อต้านและการปฏิเสธที่ฝังรากอยู่ในใจของผู้คนเหล่านี้ พระเยซูจึงเริ่มพูดเป็นคำอุปมา ไม่ใช่เป็นการปิดบังความจริงจากผู้ฟัง แต่พระองค์หวังว่าพวกเขายังคงมีใจที่จะใฝ่หาความจริงอยู่บ้าง มากพอที่จะแสวงหาคำอธิบายในสิ่งที่พระองค์พูด ในข้อถัดไป พระเยซูเริ่มอธิบายความหมายของคำอุปมาเรื่องผู้หว่านด้วยภาษาที่เรียบง่าย

พระคำมาระโก 4:12 อ้างอิงข้อพระคัมภีร์เดิมจากอิสยาห์ 6:9-10

และพระองค์ตรัสว่า “จงไปเถอะ และบอกประชากรนี้ว่า ‘พวกเจ้าได้ยินก็จริง แต่ไม่เข้าใจ และพวกเจ้าเห็นก็จริง แต่ไม่รับรู้’ จงกระทำให้ใจของประชากรนี้แข็งกระด้าง และกระทำให้หูของพวกเขาหนัก และปิดตาของพวกเขาเสีย เกรงว่าพวกเขาจะเห็นด้วยตาของพวกเขา และได้ยินด้วยหูของพวกเขา และเข้าใจด้วยใจของพวกเขา และหันกลับมา และได้รับการรักษาให้หาย” – อิสยาห์ 6:9-10

เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ชาวอิสราเอลต่างแข็งกระด้างและดื้อรั้นต่อพระเจ้า พระองค์พูดกับพวกเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะคนแล้วคนเล่า พระเจ้ามอบธรรมบัญญัติให้พวกชาวยิว แต่พวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขากลับเพิกเฉยและปฏิเสธที่จะรับฟัง ด้วยความดื้อรั้นของพวกเขา พระเจ้าทำให้ชาวยิวเหล่านั้นเหมือนมีม่านหนาปิดกั้นหัวใจ แม้จะได้ยินพระวจนะของพระองค์ที่ถูกประกาศ พวกเขาก็จะไม่เข้าใจ แม้จะเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ จิตใจของพวกเขาจะทึบ หูหนัก และตาปิด พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อพระเจ้า และเวลานี้ พระเจ้าพูดประมาณว่า “ถ้าพวกเจ้าต้องการเช่นนั้น ก็ตามใจเถิด!”

เรามาต่อกันที่ข้อ 13 กันเลย

และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่ทราบคำอุปมานี้หรือ และท่านทั้งหลายจึงจะทราบคำอุปมาทั้งปวงอย่างไรได้ – มาระโก 4:13

พระเยซูถามเหล่าสาวกหลังจากเล่าเรื่องอุปมาผู้หว่านจบไปว่าพวกเขาเข้าใจเรื่องที่พระองค์เพิ่งพูดไปหรือไม่ พระเยซูบอกว่าอุปมาเรื่องผู้หว่านนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในบรรดาอุปมามากมาย เปรียบเหมือนกับระดับชั้นประถมศึกษาเมื่อเทียบกับอุปมาเรื่องอื่นๆ ในพระคัมภีร์ หากพระเจ้าถามเรา แล้วเราไม่รู้คำตอบ เราก็ควรยอมรับและถ่อมตัวลงให้พระองค์ชี้ทางให้ พระองค์เต็มใจที่จะสอนวิถีทางของพระองค์ให้กับผู้ที่ถ่อมใจ (สดุดี 25:9)

ในข้อ 14-20 พระเยซูอธิบายรายละเอียดคำอุปมาเรื่องผู้หว่านว่าหมายถึงอะไร อุปมาเรื่องนี้ประยุกต์ใช้ได้ดีเช่นกันเมื่อเราพูดถึงการแบ่งปันข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์กับผู้คน

ผู้หว่านนั้นหว่านพระวจนะ – มาระโก 4:14

ในข้อ 3 เราเห็นว่ามีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช พระเยซูบอกเราว่า เมล็ดพืชเหล่านั้นคือพระวจนะของพระเจ้า พระคำข้ออ้างอิงนี้ก็มีอยู่ใน ลูกา 8:11

บัดนี้คำอุปมานั้นก็เป็นอย่างนี้ เมล็ดพืชนั้นคือพระวจนะของพระเจ้า – ลูกา 8:11

ในข้อ 15 พระเยซูบอกเราถึงชนิดของเมล็ดพืชที่ตกหล่นและเกิดอะไรขึ้นกับเมล็ดนั้น

และนี่เป็นคนเหล่านั้นซึ่งอยู่ริมหนทาง อันเป็นที่ซึ่งพระวจนะนั้นถูกหว่าน แต่เมื่อพวกเขาได้ยินแล้ว ซาตานก็มาทันที และเอาพระวจนะนั้นซึ่งถูกหว่านในใจของพวกเขาไปเสีย – มาระโก 4:15

ดินประเภทแรกที่เมล็ดหล่นลงมาคือตามริมหนทาง นี่หมายถึงผู้ที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่ซาตานมาชิงพระวจนะไปจากใจของพวกเขาเสีย สำหรับคนที่ยังไม่ได้รับความรอด นี่ฟังดูน่ากลัว พระคัมภีร์ยังบอกเราว่าซาตานเป็นพระของยุคนี้ (2 โครินธ์ 4:4) มันทำให้จิตใจของผู้ที่ไม่เชื่อมืดบอด นั่นคือเหตุผลที่อาวุธทางฝ่ายจิตวิญญาณทั้งสองของเราในการต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของมนุษย์คือพระวจนะของพระเจ้าและการอธิษฐาน

โปรดสังเกตว่าแม้เมล็ดนั้นตกอยู่ตามริมหนทาง พระวจนะของพระเจ้าก็ยังเข้าถึงใจพวกเขา บางครั้ง เมื่อเราบอกผู้คนเกี่ยวกับพระเยซู ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่ตายบนไม้กางเขนเพื่อชดใช้บาปของพวกเขา และพร้อมที่จะให้อภัยพวกเขา หากพวกเขาเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทำ คนเหล่านั้นอาจไม่แสดงความสนใจใดๆเลย พวกเขาอาจขอให้เราหยุดพูดถึงเรื่องพระเยซู เราอาจคิดว่ามันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย และรู้สึกท้อแท้กับความเพิกเฉยของพวกเขา แต่พระคำข้อนี้บอกเราว่าเมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้ายังคงเข้าถึงใจพวกเขาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่พื้นดินที่เมล็ดพืชตกลงต่างหาก เป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในครั้งแรกที่เราเป็นพยานต่อพวกเขา บ่อยครั้งเรามารู้ว่าแต่ละคนเคยได้ยินเกี่ยวกับพระเยซูมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากที่โรงเรียนวันอาทิตย์ จากคนแปลกหน้าที่แจกแผ่นพับข่าวประเสริฐให้พวกเขา จากนั้นคุณก็เข้ามา และพระเจ้าใช้คุณเพื่อให้พูดคุยกับพวกเขาเรื่องข่าวประเสริฐอีกครั้งหนึ่ง

เราไม่มีทางรู้ถึงสถานะจิตใจคนที่เรากำลังเป็นพยานด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการหว่านพระวจนะของพระเจ้าไปทุกที่ก็มีประสิทธิภาพ

เรามาดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับดินประเภทที่สองในข้อ 16-17

และนี่เป็นคนเหล่านั้นซึ่งถูกหว่านบนที่ต่าง ๆ ที่มีหินเยอะเช่นกัน ผู้ซึ่ง เมื่อพวกเขาได้ยินพระวจนะนั้นแล้ว ก็รับพระวจนะนั้นทันทีด้วยความปีติยินดี และไม่มีรากในตัวพวกเขาเอง และจึงทนอยู่เพียงชั่วคราว ภายหลังเมื่อเกิดความทุกข์ลำบากหรือการข่มเหงเพราะเห็นแก่พระวจนะนั้น พวกเขาก็สะดุดทันที – มาระโก 4:16-17

เราเห็นว่าเมล็ดพืชร่วงหล่นบนพื้นหินที่มีดินตื้นๆ เมล็ดเหล่านี้งอกเร็วเพราะดินบาง แต่ไม่นานก็เหี่ยวเฉาและตายเมื่อแสงแดดส่องลงมาและดินแห้งไป

พระเยซูอธิบายว่านี่เป็นคนที่ได้ยินข่าวประเสริฐและยอมรับอย่างกระตือรือร้น พวกเขาดูเหมือนมีความเชื่อมากในช่วงแรกๆ แต่พวกเขาขาดรากฐานของความเชื่อคริสเตียนและขาดความมุ่งมั่นในการตามแนวทางของพระเยซู

เมื่อพวกเขาเจอกับความท้าทายหรือการข่มเหง พวกเขาจะละทิ้งความเชื่ออย่างรวดเร็ว พวกเขาเป็นเหมือนพืชที่เหี่ยวเฉาและตายไปเมื่อแสงแดดแผดเผาดินที่ตื้นนั้น

คนเหล่านี้อาจไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธพระเยซู แต่พวกเขาก็ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะติดตามพระเยซูเช่นกัน พวกเขาเป็นเหมือนคริสเตียนที่มาโบสถ์เมื่อสิ่งต่างๆในชีวิตเป็นเรื่องง่าย แต่จะหายไปจากคริสตจักรเมื่อเจอสิ่งยากลำบาก เข้ามาในชีวิต

เราต้องมีรากฐานความเชื่อคริสเตียนที่มั่นคงและมุ่งมั่นที่จะติดตามพระเยซูไม่ว่าเราจะเจอกับความท้าทายใดๆในชีวิตก็ตาม มิฉะนั้น เราก็จะเป็นเหมือนเมล็ดพืชที่ร่วงหล่นบนพื้นหินที่มีดินตื้นๆเหล่านั้น และไม่เกิดผล

เรามาดูดินประเภทที่สามว่าพระเยซูอธิบายอย่างไรในข้อ 18-19

และนี่เป็นคนเหล่านั้นซึ่งถูกหว่านในท่ามกลางต้นหนามทั้งหลาย ซึ่งได้ยินพระวจนะนั้น และความกังวลทั้งหลายแห่งโลกนี้ และการล่อลวงแห่งบรรดาทรัพย์สมบัติ และบรรดาความโลภในสิ่งอื่น ๆ ที่เข้ามา ก็รัดพระวจนะนั้นเสีย และพระวจนะนั้นก็กลายเป็นที่ไร้ผล – มาระโก 4:18-19

คุณเห็นวิธีการหว่านแบบนี้ไหม เราไม่มีทางรู้เลยว่าเมล็ดพืชจะไปตกลงที่ไหน ใครจะคิดว่าเมล็ดพืชจะไปอยู่ท่ามกลางหนาม? คุณเคยเห็นพืชหรือดอกไม้ที่ไปขึ้นในที่ที่ไม่มันควรจะขึ้นมาไหม? เช่น ต้นดอกทานตะวันที่ไปงอกในดินที่เต็มไปด้วยวัชพืชและเถาวัลย์

คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับข่าวประเสริฐ พวกเขาวางใจพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พวกเขาได้รับความรอดแล้ว ในข้อนี้พระเยซูบอกเราว่ามีสามสิ่งที่ขัดขวางชีวิตคริสเตียนของเรา คืออะไร? ถูกต้อง คือ ความกังวลทั้งหลายแห่งโลกนี้ การล่อลวงแห่งบรรดาทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งอื่น ๆ

  • ความกังวลทั้งหลายแห่งโลก หมายถึง ความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน เช่น การจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ การหาเงินเลี้ยงครอบครัว เมื่อเราจมอยู่กับความกังวลเหล่านี้ เราก็ไม่มีความสนใจในเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ
  • การล่อลวงแห่งบรรดาทรัพย์สมบัติ หลายคนเชื่อว่าเงินทองจะทำให้พวกเขามีความสุขและมั่นคง พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการได้มาซึ่งความมั่งคั่ง และการแสวงหาสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขา
  • ความโลภในสิ่งอื่น ๆ รวมถึงสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เราเขวจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า เช่น งานอดิเรก ความบันเทิง หรือความสัมพันธ์ เมื่อเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเหนือชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เราก็ไม่สามารถเกิดผลได้ดีเท่าที่ควร

ทั้งสามสิ่งนี้เปรียบเสมือนวัชพืชที่ขัดขวางการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู

สุดท้ายคือดินดีและพระเยซูได้อธิบายในข้อ 20

และนี่เป็นคนเหล่านั้นซึ่งถูกหว่านบนดินดี ซึ่งได้ยินพระวจนะ และรับพระวจนะนั้นไว้ และออกผล สามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง และหนึ่งร้อยเท่าบ้าง” – มาระโก 4:20

คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับข่าวประเสริฐ บังเกิดใหม่ และฝ่ายจิตวิญญาณไม่อ่อนแอเหมือนกับคนอื่นๆก่อนหน้า ใจของพวกเขาไม่แข็งกระด้างด้วยความบาป พวกเขามีวินัยในการใช้ชีวิตคริสเตียน พวกเขาไม่หมกมุ่นอยู่กับการไล่ล่าความมั่งคั่งหรือเงินทอง ชีวิตของพวกเขามุ่งไปที่การรับใช้พระเจ้า นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตคริสเตียนไม่ได้เป็นชีวิตที่ตามแบบอย่างของโลก แต่เกี่ยวกับการติดตามพระเยซูและรับใช้ผู้อื่น

ผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้วจะบังเกิดผล แต่พระเจ้าก็ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเกิดผลอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นความคาดหวังของเราจึงควรสอดคล้องกับของพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานรับใช้จากพี่น้องในพระคริสต์ ถ้าเราคาดหวังให้ทุกคนในคริสตจักรออกผลได้ร้อยเท่า นี่ก็ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง พระคัมภีร์บอกเราแล้วว่าบางคนจะออกผลได้สามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ประเด็นก็คือ พระเจ้านั้นคาดหวังการเกิดผลเมื่อเราได้รับความรอด

ด้วยความสามารถที่พระเจ้าให้คุณมา คุณได้พยายามใช้มันอย่างเต็มที่เพื่อนำเกียรติมาสู่พระนามของพระเยซูแล้วหรือยัง? อย่างน้อยที่สุด เราทุกคนสามารถทำบางสิ่งเพื่อพระเจ้าได้ มาโบสถ์ อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐานเผื่อพี่น้องคริสเตียน และถามพระเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้คุณทำอะไรที่คริสตจักรท้องถิ่นที่คุณไปประจำได้บ้าง

III. การประยุกต์ใช้ในชีวิต

  1. หว่านเมล็ดข่าวประเสริฐอย่างไม่ลดละ
    เช่นเดียวกับผู้หว่านในอุปมานี้ที่โปรยเมล็ดพืชไปทั่ว เราควรแบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างกว้างขวาง โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตอบรับในทันที เราอาจไปเจอกับคนที่มีจิตใจเหมือนดินตามริมทาง เต็มไปด้วยหิน หรือมีหนาม แต่บทบาทของเราคือการหว่านเมล็ดพระวจนะของพระเจ้า วางใจว่าเมล็ดนั้นก็อาจไปตกบนดินดีบ้าง และเกิดดอกออกผล เมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐ เราอาจไม่พบกับผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ในทันทีทันใด ที่สำคัญคือเราโปรยหว่านข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ซื่อ และฝากการเติบโตไว้กับพระเจ้า
  2. เตรียมดินด้วยการอธิษฐานและสร้างสาวก
    อุปมานี้แสดงให้เห็นว่าดินดีที่เมล็ดพืชตกลงจะเติบโตและเกิดผล เราไม่เพียงแต่ประกาศข่าวประเสริฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังควรมั่นอธิษฐานเผื่อผู้คนที่ได้ยินข่าวประเสริฐนั้นแล้วอยู่เสมอ ให้คำหนุนใจผู้เชื่อใหม่ และช่วยให้พวกเขาให้เติบโตขึ้นในความเชื่อคริสเตียน เมื่อเราทำเช่นนี้ เราก็สร้างสภาพแวดล้อมให้เมล็ดพันธุ์ของข่าวประเสริฐหยั่งรากลึกและเกิดผลที่ยั่งยืน

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

อ้างอิง:

  1. Sorenson, D. H. (2007). Understanding the Bible.
Share

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *