รู้จักกับพระคัมภีร์ (The Holy Bible)

หลายคนตามอ่านบล็อกมาสักพัก อาจสังเกตได้ว่าทุกโพสที่แอดมินเขียน มีการอ้างอิงข้อพระคัมภีร์ อยู่เสมอ วันนี้ แอดมิน ชวนทุกคนมาเรียนรู้ หัวข้อ “พระคัมภีร์” กันครับ

มาตรฐานและสิทธิ์ขาดในการดำเนินชีวิตของทุกคนมาจากอะไรกันครับ?

คนที่เชื่อในอะไรสักอย่างต้องมีเหตุผลสำหรับความเชื่อนั้น การศึกษา ภาครัฐบาล บริษัทเอกชน ต่างก็มีมาตรฐานที่แตกต่างกันไป คริสเตียนเองก็มีมาตรฐานขั้นเด็ดขาดสำหรับความเชื่อ หน้าที่ และความประพฤติเช่นเดียวกันครับ

หลายคนให้จิตสำนึกผิดชอบเป็นสิทธิอำนาจในการใช้ชีวิต เราได้ยินกันบ่อยมากกับคำพูดที่ว่า  “จงทำตามที่จิตสำนึกผิดชอบบอก!” คำพูดนี้ฟังดูเหมือนดี เรามาดูกันว่าพระคัมภีร์ ทิตัส 1:15 กล่าวว่าอย่างไรกันครับ

(Titus 1:15)  Unto the pure all things are pure: but unto them that are defiled and unbelieving is nothing pure; but even their mind and conscience is defiled.

(ทิตัส 1:15) สำหรับคนบริสุทธิ์นั้น ทุกสิ่งก็บริสุทธิ์ แต่สำหรับคนชั่วช้า และคนที่ไม่เชื่อนั้น ก็ไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เลย แต่จิตใจและจิตสำนึกผิดชอบของเขาก็ชั่วมลทินไป

พระคำข้อนี้กล่าวว่า จิตสำนึกผิดชอบอาจ  ชั่วมลทินไป

นอกจากนี้คนที่เคร่งศาสนา ก็ให้หลักข้อเชื่อที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเป็นสิทธิอำนาจของตน มาตรฐานเหล่านั้นไม่น่าไว้วางใจ เพราะว่ามีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทำไมหรือ แอดมิน?

เรามาดูข้อพระคัมภีร์ โคโลสี 2:8 กันครับ

(Colossians 2:8)  Beware lest any man spoil you through philosophy and vain deceit, after the tradition of men, after the rudiments of the world, and not after Christ.

(โคโลสี  2:8) จงระวังให้ดี เกรงว่าจะมีผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญาและด้วยคำล่อลวงอันไม่มีสาระ ตามธรรมเนียมของมนุษย์ ตามหลักการต่าง ๆ ที่เป็นของโลก ไม่ใช่ตามพระคริสต์

พระคัมภีร์ข้อนี้เตือนเราให้ ระวังหลักปรัชญาและธรรมเนียมของมนุษย์

พระคัมภีร์ (พระวจนะของพระเจ้า) เท่านั้นที่เป็นสิทธิอำนาจสำหรับความเชื่อและหลักปฏิบัติที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสำหรับคริสเตียนครับ

พระคัมภีร์คืออะไร?

พระคัมภีร์ คือ ชุดของหนังสือจำนวน 66 เล่ม โดยแบ่งออกเป็นสองภาคใหญ่ๆ เรียกว่า ภาคพันธสัญญาเดิม และ ภาคพันธสัญญาใหม่

พระคัมภีร์ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีก เช่น พระวจนะของพระเจ้า (โรม 10:17) หรือ พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์  (2 ทิโมธี 3:15) ครับ

(Romans 10:17)  So then faith cometh by hearing, and hearing by the word of God.
(2 Timothy 3:15)  And that from a child thou hast known the holy scriptures, which are able to make thee wise unto salvation through faith which is in Christ Jesus.

(โรม 10:17) ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็โดยการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็โดยพระวจนะของพระเจ้า
(2 ทิโมธี 3:15) และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

พระธรรมเล่มต่างๆของพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกจัดเรียงตามลำดับเวลา แต่เรียงตาม “หัวข้อ” มากกว่า ทั้งสองภาคพันธสัญญามีพระธรรมเล่มต่างๆจัดเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ครับ

พันธสัญญาเดิม

  1. ธรรมบัญญัติ  (ปฐมกาล ถึง พระราชบัญญัติ)
  2. ประวัติศาสตร์  (โยชูวา ถึง เอสเธอร์)
  3. สติปัญญา  (โยบ ถึง เพลงซาโลมอน)
  4. คำพยากรณ์
    4.1 ผู้พยากรณ์ใหญ่  (อิสยาห์ ถึง ดาเนียล)
    4.2 ผู้พยากรณ์น้อย  (โฮเชยา ถึง มาลาคี)

ตั้งแต่สิ้นสุดภาคพันธสัญญาเดิม (มาลาคี) จนถึงการประสูติของพระเยซูคริสต์ (มัทธิว) เวลาก็ผ่านไปกว่า 400 ปี ซึ่งเราเรียกว่า “ช่วงปีเงียบ” ครับ

พันธสัญญาใหม่

  1. กิตติคุณสี่เล่ม  (มัทธิว ถึง ยอห์น)
  2. ประวัติศาสตร์  (กิจการ)
  3. จดหมายฝาก
    3.1 ของเปาโล  (โรม ถึง ฟีเลโมน)
    3.2 ทั่วไป (ฮีบรู ถึง ยูดาส)
  4. คำพยากรณ์ (วิวรณ์)

คริสเตียนใหม่ทุกคนมีปัญหาในตอนแรกๆกับการเปิดหาพระธรรมเล่มต่างๆ โดยเฉพาะเวลาที่ฟังคำเทศนา ไม่ต้องเขินอายที่จะขอความช่วยเหลือจากพี่น้องคริสเตียนคนอื่นๆครับ ยิ่งเราอ่านพระคัมภีร์มากเท่าไร เราก็ยิ่งคุ้นเคยกับตำแหน่งของพระธรรมเล่มต่างๆเร็วขึ้นเท่านั้นครับ

เราได้รับพระคัมภีร์มาได้อย่างไร?

พระคัมภีร์ไม่ใช่แค่หนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น  พระคัมภีร์ไม่เหมือนกับหนังสือเล่มใดๆในโลกนี้ พระคัมภีร์เป็นหนังสือเหนือธรรมชาติเพราะวิธีที่พระเจ้าทรงประทานมันให้แก่มนุษยชาติครับ พระคัมภีร์ 2 เปโตร 1:21 กล่าวว่า

(2 Peter 1:21)  For the prophecy came not in old time by the will of man: but holy men of God spake as they were moved by the Holy Ghost.
(2 เปโตร 1:21) ด้วยว่าคำพยากรณ์ในอดีตนั้นไม่ได้มาจากความประสงค์ของมนุษย์ แต่พวกผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้าได้กล่าวคำตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา

เราได้เห็นความจริงที่สำคัญมาก 3 อย่าง เกี่ยวกับวิธีที่เราได้รับพระคัมภีร์มาครับ

ไม่ได้มาจากความประสงค์ของมนุษย์ – นี่แสดงว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยมนุษย์
พวกผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้าได้กล่าวคำ – เราเห็นได้ว่าผู้คนของพระเจ้าเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์ขึ้น
ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา – นี่ยืนยันว่าพระเจ้าเป็นผู้แต่งพระคัมภีร์

กว่า 1,600 ปี พระเจ้าใช้ผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ให้บันทึกพระคำของพระองค์ ผ่านผู้คนประมาณ 40 คน ในการเขียนพระคัมภีร์จึงสำเร็จลง  พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (ส่วนใหญ่) ถูกเขียนเป็นภาษาฮีบรู และภาคพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนเป็นภาษากรีก ครับ

พระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งพระคัมภีร์?

ใช่ครับ นี่คือความอัศจรรย์ของพระคัมภีร์ หากจะอธิบายให้เห็นภาพ แอดมินถามทุกคนว่า “หากเราจะเขียนอะไรสักอย่างลงบนกระดาษ ต้องมีสิ่งใดครับ?”  เราต้องมี “เครื่องเขียน” ไว้สำหรับเขียน แต่มันจะเขียนได้ก็ต่อเมื่อเราขยับมันเท่านั้น

ส่วนลักษณะเฉพาะของลายมือจะขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องเขียนที่เราเลือกใช้ เมื่อเราเขียนชื่อของเราลงบนกระดาษโดยใช้ ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม หรือพู่กัน เราจะสังเกตเห็นว่ามันเป็นคำเดียวกัน แต่ มีรูปลักษณ์ต่างกัน!

พระวิญญาณบริสุทธิ์ (ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้า) ได้ดลใจผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ให้เขียนพระคัมภีร์ พวกเขาได้บันทึกทุกถ้อยคำและความหมายของพระเจ้า ผู้เขียนเหล่านี้มีสไตล์การเขียนที่แตกต่างกันออกไปครับ

วิธีที่พระเจ้าทรงประทานพระคัมภีร์ให้แก่เราเรียกว่า “การดลใจ” เพราะว่า พระคัมภีร์ทุกตอนเป็นพระวจนะของพระเจ้าซึ่งได้รับการดลใจ ดังนั้นเราจึงสามารถใช้มันเป็นสิทธิอำนาจสำหรับทุกสิ่งที่เราเชื่อและเราทำ ซึ่งยืนยันได้จากข้อพระคัมภีร์ 2 ทิโมธี 3:16 ครับ

(2 Timothy 3:16)  All scripture is given by inspiration of God, and is profitable for doctrine, for reproof, for correction, for instruction in righteousness:

(2 ทิโมธี 3:16) พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี การอบรมในเรื่องความชอบธรรม

เพราะว่า พระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ดังนั้นมันจึงเป็น …ความจริง… ตั้งแต่ต้นจนจบ ตามพระคำ เพลงสดุดี 119:160 ครับ

(Psalms 119:160)  Thy word is true from the beginning: and every one of thy righteous judgments endureth for ever.

(เพลงสดุดี 119:160) ตั้งแต่แรกพระวจนะของพระองค์คือความจริง และคำตัดสินอันชอบธรรมของพระองค์ทุกข้อดำรงอยู่เป็นนิตย์

เรามาเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์ในทุกๆวันกันนะครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน

อ้างอิง:
The ABC’s of Christians Growth, Robert J. Sargent

Share

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *