สัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย
สวัสดีครับทุกคน วันนี้แอดมินจะทยอยโพสข้อหัวใหม่ เรื่อง “คุณลักษณะคริสเตียน” เนื้อหานี้แอดมินได้มาจากการเรียนคอร์สพระคัมภีร์เมื่อปีที่แล้วครับ เป็นสิ่งที่หนุนใจแอดมินเป็นอย่างมาก และแอดมินเองก็อยากแบ่งปันสิ่งนี้ให้กับผู้อ่านทุกคนครับ สำหรับ Link เพื่อรับฟังเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ แอดมินได้โพสไว้ด้านล่างครับ
วันนี้เราจะเริ่มด้วย เรื่องของความสัตย์ซื่อครับ นี่เป็นคุณลักษณะหนึ่งของชีวิตคริสเตียน ขอให้ทุกคนดูพระคัมภีร์ ลูกา 19:17 และ ลูกา 16:10 ครับ
(Luke 19:17) And he said unto him, Well, thou good servant: because thou hast been faithful in a very little, have thou authority over ten cities.
(ลูกา 19:17) ท่านจึงพูดกับเขาว่า `ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’
(Luke 16:10) He that is faithful in that which is least is faithful also in much: and he that is unjust in the least is unjust also in much.
(ลูกา 16:10) คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยที่สุดจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย และคนที่อสัตย์ในของเล็กน้อยที่สุดจะอสัตย์ในของมากเช่นกัน
ข้อพระคัมภีร์ข้างต้นนี้หนุนใจผู้เชื่อให้มีความสัตย์ซื่อในการทำสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน แต่ละคนมีช่วงวัย และบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน คนไหนที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษาก็มีหน้าที่ต้องสัตย์ซื่อกับการเรียนหนังสือ ส่วนคนที่ทำงานแล้วก็ต้องสัตย์ซื่อในการทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร
การเป็นคริสเตียนไม่ได้มีเพียงแค่ไปโบสถ์ อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์เพียงแค่นี้ แต่ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วยครับ วันนี้ไม่ว่าผู้อ่านจะอยู่ในสถานะใด ก็ขอให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด ตามกำลัง ตามความสามารถที่พระเจ้าได้มอบให้มา ถวายเป็นเกียรติแด่พระองค์ครับ
เรามาดูข้อพระคัมภีร์ต่อมากันครับ พระคัมภีร์ข้อนี้ เราจะพบว่าท่าทีและทัศนคติที่เราควรมีต่อการเชื่อฟังพระเจ้าควรเป็นอย่างไร
(1 John 5:3) For this is the love of God, that we keep his commandments: and his commandments are not grievous.
(1 ยอห์น 5:3) เพราะนี่แหละเป็นความรักต่อพระเจ้า คือที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นที่หนักใจ
พระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่า พระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นที่หนักใจ
เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ และพระเจ้าสอนหรือบอกให้คริสเตียนทำสิ่งใด เราควรมีทัศนคติและความคิดในเรื่องนั้นๆว่าเป็นสิ่งที่ไม่หนักใจเลย การเชื่อฟังพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราควรทำ การที่คริสเตียนเชื่อฟังและทำตามสิ่งที่พระเจ้าสอน เป็นการแสดงออกซึ่งความรักที่เรามีต่อพระองค์ แอดมินเองยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เชื่อฟังพระเจ้าดีนัก แต่ก็พยายาม ปรับปรุงเรื่องนั้นๆให้ดีขึ้นครับ
ต่อมาในพระคำฮีบรู บทที่ 12 ตั้งแต่ข้อที่ 5 ไปจนถึงข้อที่ 13 เราจะเห็นได้ว่าพระเจ้าจะทำสิ่งใดสำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระองค์ ในที่นี้หมายถึง ผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตนเองได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้วหรือยัง สามารถย้อนกลับไปอ่านโพส “จะรอดไหมเนี่ย” ได้ครับ
(Hebrews 12:5) And ye have forgotten the exhortation which speaketh unto you as unto children, My son, despise not thou the chastening of the Lord, nor faint when thou art rebuked of him:
(Hebrews 12:6) For whom the Lord loveth he chasteneth, and scourgeth every son whom he receiveth.
(Hebrews 12:7) If ye endure chastening, God dealeth with you as with sons; for what son is he whom the father chasteneth not?
(Hebrews 12:8) But if ye be without chastisement, whereof all are partakers, then are ye bastards, and not sons.
(Hebrews 12:9) Furthermore we have had fathers of our flesh which corrected us, and we gave them reverence: shall we not much rather be in subjection unto the Father of spirits, and live?
(Hebrews 12:10) For they verily for a few days chastened us after their own pleasure; but he for our profit, that we might be partakers of his holiness.
(Hebrews 12:11) Now no chastening for the present seemeth to be joyous, but grievous: nevertheless afterward it yieldeth the peaceable fruit of righteousness unto them which are exercised thereby.
(Hebrews 12:12) Wherefore lift up the hands which hang down, and the feeble knees;
(Hebrews 12:13) And make straight paths for your feet, lest that which is lame be turned out of the way; but let it rather be healed.
(ฮีบรู 12:5) และท่านได้ลืมคำเตือนนั้นเสีย ซึ่งได้เตือนท่านเหมือนกับเตือนบุตรว่า `บุตรชายของเราเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าระอาใจเมื่อพระองค์ทรงติเตียนท่านนั้น
(ฮีบรู 12:6) เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และเมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตร พระองค์ก็ทรงเฆี่ยนตีผู้นั้น’
(ฮีบรู 12:7) ถ้าท่านทั้งหลายทนเอาการตีสอน พระเจ้าย่อมทรงปฏิบัติต่อท่านเหมือนท่านเป็นบุตร ด้วยว่ามีบุตรคนใดเล่าที่บิดาไม่ได้ตีสอนเขาบ้าง
(ฮีบรู 12:8) แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ได้ถูกตีสอนเช่นเดียวกับคนทั้งปวง ท่านก็ไม่ได้เป็นบุตร แต่เป็นลูกที่ไม่มีพ่อ
(ฮีบรู 12:9) อีกประการหนึ่ง เราทั้งหลายได้มีบิดาตามเนื้อหนังที่ได้ตีสอนเรา และเราจึงได้นับถือบิดานั้น ยิ่งกว่านั้นอีก เราควรจะได้ยำเกรงนบนอบต่อพระบิดาแห่งจิตวิญญาณและจำเริญชีวิตมิใช่หรือ
(ฮีบรู 12:10) เพราะแท้จริงบิดาเหล่านั้นตีสอนเราเพียงชั่วเวลาเล็กน้อย ตามความเห็นดีเห็นชอบของเขาเท่านั้น แต่พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์
(ฮีบรู 12:11) ดังนั้นการตีสอนทุกอย่างเมื่อกำลังถูกอยู่นั้นไม่เป็นการชื่นใจเลย แต่เป็นการเศร้าใจ แต่ภายหลังก็กระทำให้เกิดผลเป็นความสุขสำราญแก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้น คือความชอบธรรมนั้นเอง
(ฮีบรู 12:12) เพราะเหตุนั้น จงยกมือที่อ่อนแรงขึ้น และจงให้หัวเข่าที่อ่อนล้ามีกำลังขึ้น
(ฮีบรู 12:13) และจงกระทำทางที่เท้าของท่านจะเดินไปนั้นให้ตรงไป เพื่ออาการที่ทำให้ง่อยจะมิได้กำเริบขึ้น แต่จะได้หายเป็นปกติ
สำหรับผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้ว สถานะของเขากับพระเจ้า จะมีความสัมพันธ์ดั่งพ่อและลูก พ่อที่ดีจะคอยสอนและแนะนำลูกในหนทางที่ดีและถูกต้อง สำหรับพระเจ้าเองก็เช่นกันครับ บางครั้งเมื่อผู้เชื่อคนใดหันเหออกไปจากทางของพระองค์ พระเจ้าก็จะมีวิธีการตีสอนในแบบของพระองค์ สำหรับผู้เชื่อคนนั้น (ฮีบรู 12:6) เพื่อให้กลับมาอยู่ในหนทางแห่งความถูกต้องครับ ย้อนกลับไปที่ข้อพระคำ 1 ยอห์น 5:3 หากเรารักพระเจ้าจริงๆ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้ว่าพระเจ้ากำลังตีสอน ก็ขอให้ถ่อมใจลง เชื่อฟัง และทำตามสิ่งที่พระองค์สอนผ่านทางพระคำครับ
พระเจ้าไม่ต้องการให้ชีวิตของผู้เชื่อถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ เราเองจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะไม่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ การไม่เชื่อฟังพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะคอยขโมยชีวิตแห่งความครบบริบูรณ์ของคริสเตียนครับ
ก่อนจากกันในวันนี้ สำหรับใครก็ตามที่กำลังแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า หรือคนใดที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรับใช้พระเจ้ากับงานพันธกิจใดพันธกิจหนึ่ง แอดมินหนุนใจให้อ่านพระคำด้านล่างนี้ ซึ่งเป็นคำพยานของอัครทูตเปาโลก่อนที่ท่านจะได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้เข้าร่วมพันธกิจประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เรามาดูสิครับว่าพระเจ้ามองหาคุณลักษณะใดเป็นประการแรกในชีวิตของคนๆนั้นครับ
(1 Timothy 1:12) And I thank Christ Jesus our Lord, who hath enabled me, for that he counted me faithful, putting me into the ministry;
(1 Timothy 1:13) Who was before a blasphemer, and a persecutor, and injurious: but I obtained mercy, because I did it ignorantly in unbelief.
(1 ทิโมธี 1:12) ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงชูกำลังข้าพเจ้า ด้วยว่าพระองค์ทรงถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อ จึงทรงตั้งข้าพเจ้าให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์
(1 ทิโมธี 1:13) ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นข้าพเจ้าเป็นคนหมิ่นประมาท ข่มเหง และเป็นผู้ปฏิบัติอย่างหยาบช้า แต่ข้าพเจ้าได้รับพระกรุณา เพราะว่าที่ข้าพเจ้าได้กระทำอย่างนั้นก็ได้กระทำไปโดยความเขลาเพราะความไม่เชื่อ
แอดมินขอให้ทุกคนอ่าน 1 ทิโมธี 1:12 ดีๆครับ พระเจ้ามีความเห็นอย่างไรกับชีวิตของเปาโล
ถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อ
ชัดเจนนะครับ พระเจ้ามองดูชีวิตของเปาโลมาตลอด พระองค์เห็นว่าเปาโลเป็นคนสัตย์ซื่อ แล้วผลที่ตามมาคืออะไรครับ
จึงทรงตั้งข้าพเจ้าให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์
พระเจ้าไม่สามารถใช้ความไม่สัตย์ซื่อได้ เพื่องานพันธกิจของพระองค์
วันนี้ลองตรวจสอบตัวเองดูครับว่า เราสัตย์ซื่อในการใช้ชีวิตในเรื่องต่างๆ เรื่องเล็กน้อยที่คนอื่นไม่เห็น แต่พระเจ้าเองมองเห็นหรือเปล่า?
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แอดมิน
อ้างอิง:
Faithful in Little Things | Christian Character in Action – Lesson 2
https://www.youtube.com/watch?v=9y8C9a34OhI



Users Today : 6
Users Last 30 days : 357
Total Users : 10700